“โดยพื้นฐานแล้ว คุณลักษณะของมันก็คล้ายกับพลังชนิดอื่นๆ นั่นแหละ” คีเซียร์กล่าวต่อพลางลอบสังเกตแววตาของยูเดอร์
นั่นหมายความว่ามันไม่ได้ก่อให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านที่รุนแรงเมื่อนำไปผสมรวมกับพลังอื่น ในทางกลับกัน มันยังสามารถช่วยปกป้อง ‘ภาชนะ’ ที่บรรจุพลังนั้นไว้ได้อีกด้วย มันเปรียบเสมือนแป้งโดที่ยังไม่ได้ขึ้นรูป เป็นพลังที่สามารถโอบอุ้มทุกสรรพสิ่งและแปรเปลี่ยนมันได้ตามใจปรารถนา“ข้าเข้าใจที่ท่านพูดแล้วครับ”
ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่ใช้ควบคุมพลังของผู้ปลุกพลัง แม้จะมีการแบ่งหมวดหมู่ขึ้นมาลอยๆ เพื่อความสะดวกในการเรียกขาน แต่ความจริงที่พิสูจน์ได้จากการสังเกตสมาชิกในกองทหารม้าคือ ไม่มีพลังของใครที่เหมือนกันทุกประการ แม้แต่ในหมู่ผู้ที่มีความสามารถคล้ายคลึงกัน รายละเอียดปลีกย่อยก็ยังแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นการยากที่ใครจะกล้าอ้างว่าตนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับผู้ปลุกพลังอย่างทะลุปรุโปร่ง
พลังที่ยูเดอร์ดูดซับผ่านมือของเขาก็เช่นกัน มันคือ ‘พลัง’ ในความหมายที่แท้จริง ส่วนมันจะสามารถทำอะไรได้บ้างหรือไปได้ไกลเพียงใดนั้น ยังคงเป็นปริศนาที่ต้องหาคำตอบต่อไป
“ถ้าเจ้าเข้าใจเรื่องนั้น มันจะช่วยได้มากยามที่ต้องประเมินภาชนะของฝ่าบาท” คีเซียร์ครุ่นคิด
พลังที่เหมือนแป้งโดซึ่งสามารถเป็นอะไรก็ได้
แม้รูปลักษณ์อันบริสุทธิ์ของพลังนั้นจะยากจะพรรณนา จนอีน่อนถึงกับเปรียบเปรยว่าเป็นพิษร้ายบริสุทธิ์ แต่การที่คีเซียร์เรียกมันว่า ‘แป้งโด’ กลับทำให้รู้สึกถึงความแปลกประหลาดที่นุ่มนวลอย่างบอกไม่ถูก
“ครับ ข้าเข้าใจแล้ว” ยูเดอร์พยักหน้าด้วยสีหน้าที่ผ่อนคลายลง
“ก่อนที่เราจะเริ่มดำเนินการกับฝ่าบาท เรามาลองซ้อมกันแบบวันนี้อีกสักสองสามครั้งเถอะครับ แม้จะดูเป็นเรื่องยาก แต่ท่านคิดว่าฝ่าบาทจะทรงขัดข้องไหม?”
“แน่นอน ข้าจะเป็นคนไปทูลขออนุญาตจากพระองค์เอง”
คีเซียร์ยกยิ้มบางๆ เขาจัดระเบียบลมหายใจพลางยื่นมือไปตบที่ว่างบนเตียงข้างตัว—เป็นสัญญาณบอกให้ยูเดอร์ลงมานอน
ยูเดอร์ลุกขึ้นเงียบๆ แล้วล้มตัวลงนอนทางด้านขวาของคีเซียร์ ทันทีที่เขาทำเช่นนั้น คีเซียร์ก็ตะแคงกายหันหน้ามาสบตากับเขา ภายใต้แสงสลัวจากตะเกียง เขาพึมพำแผ่วเบาว่า
“ทุกอย่างจะจบลงหลังจากข้าไปพบกับ ‘ดาราแห่งนากราน’ ที่ถูกทิ้งไว้ที่นี่ในวันพรุ่งนี้ เจ้ามีความรู้สึกอย่างไรบ้างเรื่องที่จะต้องกลับเมืองหลวง?”
“ข้ายังรู้สึกเหมือนมันไม่ใช่เรื่องจริงเลยครับ”
“ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปทันทีที่เจ้ากลับไป ไม่ว่าจะในทางที่ดีขึ้นหรือแย่ลงก็ตาม”
ยูเดอร์ไม่แน่ใจว่าทำไมเขาถึงรู้สึกแปลกๆ เมื่อคิดถึงการกลับไปยังโรงทหาร แม้ภารกิจทุกอย่างจะเสร็จสิ้นในเวลาที่สั้นกว่าและมีการสูญเสียน้อยกว่าในชาติก่อนอย่างมาก แต่มันกลับเป็นความรู้สึกประหลาดที่ยากจะอธิบาย
สายตาของยูเดอร์เลื่อนไปจดจ้องที่ใบหน้าของคีเซียร์
‘ทันทีที่พวกเรากลับไป การจะได้อยู่ในห้องเดียวกันแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว’
บารอนวิลเฮล์มถูกจับกุมไปแล้ว ดังนั้นในทางเทคนิค พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นคนรักกันอีกต่อไป ทว่าทั้งคู่กลับไม่มีใครเสนอเรื่องการแยกห้องนอน แม้เหล่าสหายจะเข้าใจว่านี่เป็นเพียงเพราะพวกเขาต้องแชร์ห้องพักในโรงเตี๊ยมเดียวกัน แต่ยูเดอร์รู้ดีว่ามันไม่ใช่แค่นั้น
ในคราแรก การจะได้นอนทอดกายเคียงข้างชายที่ควรจะอยู่สูงเทียมฟ้าเช่นนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่ยูเดอร์กลับปรับตัวเข้ากับสถานการณ์นี้ได้รวดเร็วเสียจนแทบไม่เชื่อว่าตนเองเคยนอนคนเดียวมาตลอดทั้งชีวิต
‘อา ข้าเข้าใจแล้ว’
ยามที่เขากำลังกวาดสายตาไล่ตามแนวกรอบตาของคีเซียร์ที่จ้องประสานมา ยูเดอร์ก็พลันเข้าใจ
ความรู้สึกประหลาดนั้นเกิดขึ้นเพราะเขา ‘เคยชิน’ กับมันไปเสียแล้ว
มันช่างแปลกเหลือเกินที่ใครบางคนที่เขาเคยคิดว่าไม่มีวันจะเข้าใกล้ได้ ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่สนิทใจและคุ้นเคยยิ่งกว่าใครๆ มันต่างจากความผูกพันแบบครอบครัว แต่ในบางแง่มุมกลับใกล้ชิดยิ่งกว่า เป็นความรู้สึกที่ยากจะหาคำใดมานิยาม
“ท่านผู้บัญชาการ ท่านล่ะครับ รู้สึกอย่างไรบ้าง?” ยูเดอร์ถามขึ้นเบาๆ ขณะจมอยู่ในห้วงความคิด
“เจ้าถามข้าหรือ?”
ชายหนุ่มที่มักจะดูมีความสุขเสมอมายามที่ยูเดอร์เป็นฝ่ายถามไถ่หัวเราะออกมาเบาๆ
“ข้าคิดว่าพวกเราโชคดีที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดีเกินกว่าที่คาดไว้ แม้จะมีบางเรื่องที่ต้องปรับปรุงและน่าเสียดายอยู่บ้างก็ตาม”
“...”
“ถ้าให้ข้าประเมินตัวเอง ข้าคงให้แค่ 5 เต็ม 10 ละมั้ง”
“ท่านจะไม่ให้คะแนนตัวเองสูงกว่านี้หน่อยหรือครับ?”
ในสายตาของคนอื่น กองทหารม้าได้สร้างผลงานที่เกินกว่าคะแนนเต็ม 10 ไปไกล อาจจะเกือบ 20 หรือ 30 ด้วยซ้ำ ยูเดอร์เองก็ไม่ได้ไร้ซึ่งความเสียดายเสียทีเดียว แต่เขาก็พึงพอใจมากที่จำนวนผู้สูญเสียน้อยกว่าที่เขาเคยเห็นและประสบมาในชาติก่อนอย่างมหาศาล
และท่ามกลางเรื่องราวทั้งหมดนี้ก็คือคีเซียร์ ผู้ที่จัดการทุกอย่างได้ดีกว่าใครๆ เขาคู่ควรกับคะแนนมากกว่าครึ่งที่เขาให้ตัวเองอย่างแน่นอน
“ดูเหมือนผู้ช่วยของข้าจะให้คะแนนข้าไว้สูงมากทีเดียวนะ สูงมากจริงๆ ด้วย”
“นั่นไม่ใช่คำชมครับ แต่มันคือความจริง สิ่งที่กองทหารม้าทำสำเร็จในครั้งนี้มันยิ่งกว่าแค่การพิชิตภารกิจ พวกเขาสามารถ...”
ยูเดอร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่งว่าจะพูดต่อดีไหม แต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจเอ่ยความคิดออกมา
“...พวกเขาสามารถยับยั้งความวุ่นวายและโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่อาจจะลุกลามไปทั่วภาคตะวันตกและทั่วทั้งจักรวรรดิได้ ทั้งหมดนี้เป็นไปได้เพราะมีท่านอยู่ที่นั่นครับ ท่านผู้บัญชาการ นั่นคือสิ่งที่ข้าเชื่อมั่น”
คีเซียร์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อยพลางหัวเราะในลำคอ
“ฟังดูเกือบจะเหมือนคำทำนายเลยนะ”
“...”
“เจ้าชายเนลาร์น ที่ดูเหมือนจะทึกทักเอาเองว่าเป็นเพื่อนสนิทคนใหม่ของเจ้า ก็พูดอะไรทำนองนี้ก่อนจะจากไป เหมือนกับว่าเจ้ารู้อยู่แล้วว่าเขาจะปลุกพลังขึ้นมา เจ้าเลยให้คำแนะนำที่ค่อนข้างเฉียบแหลมแก่เขา”
เมื่อได้ยินชื่อเจ้าชายเอเจนแห่งเนลาร์นขึ้นมาอย่างกะทันหัน ยูเดอร์ก็ขมวดคิ้วมุ่นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ
“เขาว่ามาอย่างนั้น แต่เขาก็บอกด้วยว่าเจ้าไม่ได้มีความสามารถในการพยากรณ์ ดังนั้นมันก็น่าจะไม่ใช่ความจริง ข้าเลยแอบคิดว่าบางทีประสาทสัมผัสของผู้ช่วยข้าที่ไวต่อพลังงานมากเป็นพิเศษ อาจจะทำให้เขาสัมผัสได้ถึงคนที่กำลังจะปลุกพลังขึ้นมาละมั้ง”
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องครับ”
“งั้นรึ แสดงว่าทางนี้ก็ไม่ใช่เหมือนกันสินะ” คีเซียร์ตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือความผิดหวังเล็กน้อย ยูเดอร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“แต่ถ้าจะสมมติว่าเขากำลังจะปลุกพลังขึ้นมาในเร็วๆ นี้ ในความเป็นจริงแล้วมันก็ถูกต้องครับ”
“แม้จะไม่มีคำทำนายงั้นหรือ?”
“ครับ”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าควรจะสรุปว่าเจ้าพูดแบบนั้นออกไปโดยพิจารณาจากความเป็นไปได้จริงๆ ที่มันอาจจะเกิดขึ้นได้งั้นสินะ?”
แทนที่จะตอบคำถาม ยูเดอร์กลับเพียงแค่พยักหน้า สายตาของคีเซียร์วาวโรจน์และดูล้ำลึกยิ่งขึ้น
“เจ้าไม่ได้มั่นใจในทุกเรื่องเสมอไปหรอกนะ เพราะฉะนั้น ความแตกต่างระหว่างสิ่งที่เจ้าเชื่อมั่นกับสิ่งที่ไม่มั่นใจนั่นแหละ อาจจะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความจริงก็ได้”
ความรู้สึกซ่านเสียวแผ่กระจายออกมาจากภายในหน้าอกของยูเดอร์
ทว่า ยูเดอร์รีบระงับความรู้สึกนั้นไว้และไม่ได้กล่าวอะไรออกมา
หลังจากความเงียบที่ยาวนานจนรู้สึกได้ ชายหนุ่มก็เป็นฝ่ายทำลายความเงียบขึ้นในที่สุด
“ขอบใจนะ”
สำหรับคำพูดนั้น
จุมพิตที่แผ่วเบาและรวดเร็วประทับลงบนหน้าผากของยูเดอร์ก่อนจะผละออก ยูเดอร์จ้องมองรอยยิ้มที่ดูเยาว์วัยของคีเซียร์ด้วยความงุนงงพลางขมวดคิ้ว ภายในลำคอของเขารู้สึกคันยิบๆ อยู่ภายใต้ริมฝีปากที่ปิดสนิท
ในที่สุด วันที่จะต้องเดินทางกลับเมืองหลวงหลังจากจัดการธุระทุกอย่างเสร็จสิ้นก็มาถึง
กองทหารม้ายืนจัดแถวอย่างเป็นระเบียบในชุดเครื่องแบบสีดำขลับ เช่นเดียวกับวันแรกที่พวกเขามาถึง ชาวเมืองไทนูไม่ว่าจะยากดีมีจนต่างก็พากันมาออกันเพื่อส่งเสด็จและส่งคณะเดินทาง
“บรรยากาศมันช่างต่างจากตอนที่พวกเรามาถึงครั้งแรกจริงๆ นะคะ”
เอเวอร์ครุ่นคิด สีหน้าของเธอเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
“ตอนนั้นไม่มีใครสนใจพวกเราเลย หรือถ้าจะสนใจ ก็มองมาด้วยสายตาที่เป็นศัตรูทั้งนั้น”
“ถึงแม้ตอนนี้จะยังมีคนที่มองเราด้วยความไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง แต่มันก็น่าทึ่งจริงๆ ค่ะที่บรรยากาศโดยรวมมันเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้” เธอกล่าวต่อ
ในขณะที่เอเวอร์ อีมุน และสมาชิกคนอื่นๆ กำลังเตรียมการออกเดินทางขั้นสุดท้าย บารอนโคลท์ก็รีบลงจากรถม้าและตรงปรี่เข้ามา แม้ใบหน้าของเขาจะดูอิดโรยจากการต้องเข้ามาสะสางงานในเมืองไทนูแทนบารอนวิลเฮล์ม แต่สีหน้าของเขากลับดูสดใสและพึงพอใจยิ่งกว่าเดิม
ยามที่บารอนโคลท์กวาดสายตามองไปรอบบริเวณ และรู้สึกทึ่งกับทะเลสีดำของชุดเครื่องแบบทหาร สายตาของเขาก็ไปหยุดอยู่ที่ยูเดอร์ เขาส่งยิ้มร่าเริงและเข้ามาทักทาย
“ท่านไอร์ น่าเสียดายเหลือเกินที่เราต้องจากกันเสียแล้ว ท่านพอจะทราบไหมว่าท่านดยุกอยู่ที่ไหน?”
“ท่านเข้าไปข้างในครู่เดียวครับ เดี๋ยวคงจะออกมา รบกวนท่านรอสักครู่นะครับ” ยูเดอร์ตอบ
และเป็นไปตามคำสัญญา คีเซียร์ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับนาธานที่เดินเคียงข้าง ภาพของเขาในชุดเครื่องแบบสีขาวสะอาดตาทำให้ผู้คนรอบข้างถึงกับชะงักงัน เกิดความเงียบอันน่าอึดอัดขึ้นในฝูงชนที่เคยส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าว เหล่าสมาชิกกองทหารม้าที่เริ่มคุ้นชินกับภาพลักษณ์ของคีเซียร์แล้วแอบขำเบาๆ เมื่อเห็นคนพวกนั้นถึงกับเสียอาการยามได้ยลโฉมผู้บัญชาการของพวกเขา
“อ้อ บารอนโคลท์มาถึงแล้วหรือ”
“ฝ่าบาท” บารอนโคลท์เอ่ยทักทายพลางย่อตัวลงคำนับ
แทนที่จะมอบของขวัญหรือกล่าวคำสรรเสริญเยินยอให้แก่คีเซียร์ บารอนโคลท์กลับเข้าเรื่องงานทันที หนึ่งในนั้นคือเรื่องของห้องวิจัยของนักเวทโบราณที่ชั้นสี่ใต้ดินของหน่วยจัดการความปลอดภัย
“ข้าต้องขออภัยด้วยที่ยังไม่สามารถคืนบันทึกเล่มนั้นให้ได้ในทันที ปรากฏว่าเนื้อหาข้างในมันน่าสนใจกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก ข้าเลยกะว่าจะตรวจสอบเพิ่มเติมอีกหน่อยแล้วค่อยส่งคืนให้ในภายหลัง หวังว่าท่านคงไม่ว่าอะไรนะครับ?”
“หากจำเป็น ท่านก็ตรวจสอบตามสบายเถอะ ข้าเองก็ยังไม่มีเวลาศึกษาเจาะลึกขนาดนั้นในช่วงนี้ คงต้องใช้เวลาอีกสองสามเดือนกว่าข้าจะเริ่มลงมือวิจัยอย่างจริงจังได้” บารอนโคลท์ตอบ
สายตาของยูเดอร์ค่อยๆ เลื่อนไปมองอีน่อนที่ยืนอยู่ไม่ไกลจากเฮลเล็ม มิคตัดสินใจเดินทางกลับไปก่อนเพราะมีธุระสำคัญบางอย่าง แต่สุดท้ายเฮลเล็มก็ตัดสินใจที่จะร่วมเดินทางไปเมืองหลวงกับกองทหารม้าด้วย สิ่งที่ซ่อนอยู่ในกล่องห่อด้วยผ้าที่เฮลเล็มถืออยู่ก็คือ เปทัวเมท’ หรือถ้าจะเรียกให้ถูกก็คือ ‘เพนเพน’ ที่ยังมีชีวิตอยู่นั่นเอง ส่วนในกระเป๋าที่อีน่อนถืออยู่นั้นคือบันทึกของดยุกไทน์รุ่นแรก