ตอนที่ 449* ห้องอาบน้ำอันหรูหรา

 ห้องน้ำที่พวกเขาใช้นั้นโอ่อ่าหรูหราจนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นห้องรับแขกที่เต็มไปด้วยงานศิลปะ หากไม่ใช่เพราะมีอ่างอาบน้ำสีขาวใบใหญ่ตั้งอยู่กลางห้องและมีกระจกบานโตแขวนอยู่เบื้องหน้า

พื้นทรงกลมปูด้วยกระเบื้องหินสีขาวขัดมันที่กันน้ำได้เป็นอย่างดี ขอบกระเบื้องตกแต่งด้วยสีทองเป็นลวดลายสลับซับซ้อน ข้างอ่างอาบน้ำมีอ่างเซรามิกใบใหญ่ขอบสลักเสลาลวดลายประณีตวางอยู่บนแท่นไม้ที่ทำขึ้นอย่างวิจิตรบรรจง
ทั่วทั้งห้องประดับประดาด้วยอัญมณีและภาพวาดล้ำค่า ซึ่งหากมองเพียงผิวเผินอาจดูเหมือนเครื่องประดับทั่วไป แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นคืออุปกรณ์เวทมนตร์ที่ช่วยให้เปิดปิดน้ำหรือปรับการระบายอากาศภายในห้องได้อย่างง่ายดาย
ทันทีที่คีเซียร์ย่างเท้าเข้ามาในห้องน้ำ เขาก็เริ่มเปลื้องผ้าออกทันทีโดยไม่รอให้อีกฝ่ายเอ่ยปาก ในอดีตยูเดอร์มักจะจงใจเลี่ยงที่จะมองร่างกายนั้น แต่ในตอนนี้ เขากลับยากที่จะละสายตาจากเรือนร่างที่ปรากฏแก่สายตาได้
แม้ในยามสวมเสื้อผ้า ร่างกายของคีเซียร์จะดูไม่ผอมบางอยู่แล้ว แต่ยามที่ไร้สิ่งปกปิด มัดกล้ามเนื้อของเขากลับดูน่าอัศจรรย์ยิ่งกว่า กล้ามเนื้อเหล่านั้นเรียงตัวกันแน่นหนาจากการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงมานานหลายปี ช่วงแขนขาที่ยาวและแข็งแรงนั้นดูทรงพลัง ความสมดุลระหว่างโครงกระดูกและผิวพรรณดูราวกับรูปสลักที่บรรจงสร้างขึ้นมาอย่างละเอียดลออ แม้แต่ส่วนลับที่ยูเดอร์เพิ่งสัมผัสไปเมื่อครู่ก็ยังดูสมบูรณ์แบบ
นี่เป็นครั้งแรกที่ยูเดอร์จ้องมองร่างกายเปลือยเปล่าของใครบางคนอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่รู้สึกขัดเขินหรือนึกรังเกียจ ทว่าใครก็ตามที่ได้เห็นเรือนร่างนี้ก็คงจะรู้สึกเลื่อมใสหรือตกตะลึงมากกว่าจะรู้สึกอาย
หลังจากถอดเสื้อผ้าออกจนหมด คีเซียร์ก็หันมามองยูเดอร์ที่ยังคงเปลื้องผ้าค้างอยู่ แม้เขาจะสัมผัสได้ถึงสายตาของยูเดอร์ แต่คีเซียร์ก็ยังคงยิ้มอย่างใจเย็นแล้วชี้ไปที่เสื้อเชิ้ตของยูเดอร์ที่เปิดอ้าอยู่ครึ่งหนึ่ง
“ให้ข้าช่วยถอดไหม?”
น้ำเสียงนั้นเป็นการหยอกเย้าอย่างชัดเจน
“...ไม่ครับ”
ยูเดอร์ส่ายหน้าและรีบถอดเสื้อเชิ้ตที่แทบจะไม่มีกระดุมเหลืออยู่แล้วออก ในขณะที่ยูเดอร์จัดการกับเสื้อผ้าส่วนที่เหลือ คีเซียร์ก็เฝ้ามองอย่างผ่อนคลายพลางกดรูปปั้นเพื่อเติมน้ำลงในอ่าง
“เจ้ารู้อะไรไหม...”
ยูเดอร์เพิ่งถอดชั้นในชิ้นสุดท้ายออกและยืดหลังตรงเมื่อได้ยินเสียงของคีเซียร์ดังมาจากข้างหลัง
“ผู้ช่วยของข้ามีแผ่นหลังที่สวยมาก ท่าทางก็สง่างาม เอวก็บาง พออยู่ในเครื่องแบบก็ดูดีอยู่หรอกนะ แต่พอไม่มีอะไรปกปิดแบบนี้ดูน่าสนใจกว่าเยอะเลย”
“...งั้นหรือครับ?”
ด้วยความตกใจ ยูเดอร์จึงหันไปมอง และพบว่าคีเซียร์ขยับเข้ามาใกล้ ท่ามกลางเสียงน้ำอุ่นที่ไหลรินและไอน้ำที่อบอวลไปทั่ว กลิ่นอายธรรมชาติของคีเซียร์ก็ซึมซาบเข้ามา
“ขาของเจ้าก็สวย โดยเฉพาะตอนที่วิ่งหรือกระโดด ดูเหมือนเจ้าจะเกิดมาเพื่อวิ่งจริงๆ นั่นแหละ” คีเซียร์กล่าวต่อ สายตาไล่มองไปตามต้นขาและน่องของยูเดอร์ก่อนจะเลื่อนกลับมาที่ใบหน้า “ดูเหมือนเจ้าจะตัวสูงขึ้นนิดหน่อยนะ ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาในกองททหารม้าครั้งแรกน่ะ?”
“...ใช่ครับ ท่านรู้ได้อย่างไร?”
ยูเดอร์ยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องแม้จะเลยวัยที่เขาเคยหยุดสูงในชาติก่อนมาแล้วก็ตาม และในชาตินี้ก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่เขาโตเร็วขึ้นเล็กน้อย อาจเป็นเพราะได้รับสารอาหารที่ดีกว่า ความแตกต่างนั้นเล็กน้อยมากจนเขาแปลกใจที่คีเซียร์สังเกตเห็น
“ข้าจะไม่รู้ได้อย่างไรกัน?”
‘ก็เพราะข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ตลอดนี่นา’ คีเซียร์ตอบพลางส่งยิ้มให้
อ่างอาบน้ำนั้นใหญ่พอที่จะรองรับชายสองคนที่รูปร่างสูงกว่ามาตรฐานได้อย่างสบาย คีเซียร์เปิดตลับที่ขอบอ่างอย่างคล่องแคล่ว แล้วโปรยสบู่คุณภาพเยี่ยมที่เป็นรูปกลีบดอกไม้ลงไป เมื่อสบู่ละลาย กลีบดอกไม้เหล่านั้นก็เปลี่ยนกลายเป็นฟองสบู่สีทองใสโอบล้อมร่างกายของทั้งคู่ที่แช่อยู่ในน้ำ
ในชาติก่อน ยูเดอร์รู้ว่าพวกขุนนางมักจะใช้สบู่พิเศษ แต่เขาไม่เคยเข้าใจเลยว่าของฟุ่มเฟือยพวกนี้มีไว้เพื่ออะไร เขาจึงแทบไม่เคยลองใช้เลย แม้แต่ในตอนนี้ที่อยู่ในห้องน้ำ เขาก็คิดแค่ว่าจะรีบล้างตัวให้เสร็จแล้วออกไป จึงตั้งใจจะเลือกใช้สบู่ธรรมดาที่วางอยู่ใกล้ๆ อ่างล้างหน้ามากกว่า
ทว่ายามที่เขานอนทอดกายอยู่ท่ามกลางฟองสบู่สีทองและมองคีเซียร์ผ่านขนตาที่เปียกชื้น ยูเดอร์ก็ดูเหมือนจะเริ่มเข้าใจถึงเสน่ห์ของความหรูหราเหล่านั้นขึ้นมาบ้างแล้ว
สายตาของยูเดอร์เลื่อนไปมองภาพสะท้อนของตัวเองในกระจกหลังอ่างอาบน้ำ เขาเพิ่งสังเกตเห็นบางสิ่งที่มองข้ามไปตอนถอดเสื้อผ้า รอยจุดสีแดงจางๆ ตามลำคอและไหปลาร้า สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นจุดที่ริมฝีปากของคีเซียร์เคยประทับรอยไว้
“ขอโทษทีนะ สงสัยจะยังมีรอยเหลืออยู่บ้าง” คีเซียร์เอ่ยขึ้นราวกับรู้ดีว่ายูเดอร์กำลังสนใจอะไร ยูเดอร์กะพริบตาถี่ๆ ก่อนจะส่ายหน้า
“ไม่เป็นไรครับ”
แม้จะประหลาดใจอยู่บ้างแต่ยูเดอร์ก็ไม่ได้นึกโกรธ เขาแตะไปที่รอยเหล่านั้นเบาๆ สัมผัสได้ถึงความรู้สึกจั๊กจี้และแสบนิดๆ บนผิวหนัง เมื่อเขาเผลอจะยื่นมือไปแตะจุดเหล่านั้นซ้ำอีกครั้ง คีเซียร์ก็ยื่นมือมาขวางไว้
“...แค่ข้ามองดูเฉยๆ มันก็ปลุกปั่นอารมณ์มากพอแล้ว พอเถอะ”
เสียงของเขาต่ำลง เจือไปด้วยร่องรอยของความกระสัน ยูเดอร์จึงรีบชักมือกลับด้วยความตกใจ คีเซียร์ยกยิ้มกว้าง
“เจ้าไม่เคยใช้สบู่แบบนี้ใช่ไหม? ชอบหรือเปล่า?”
“ครับ”
“ข้าดีใจที่ได้ยินแบบนั้น”
“ท่านใช้แบบนี้เป็นประจำหรือครับ?” ยูเดอร์ถาม
“เปล่าหรอก ปกติมันยุ่งยากเกินไปน่ะ” คีเซียร์ตอบพลางก้มหน้าลง รอยยิ้มที่มุมปากดูมีความลับบางอย่างแฝงอยู่ “แต่วันนี้วันพิเศษ ข้าอยากรู้ว่าภาพตอนที่เจ้าถูกห่อหุ้มด้วยฟองสบู่พวกนี้จะเป็นอย่างไร”
“แล้วท่านรู้สึกอย่างไรครับ?”
“ข้าคงต้องยอมรับในความทุ่มเทของคนที่คิดค้นสบู่เพื่อการอาบน้ำที่สวยงามแบบนี้จริงๆ มันน่าพึงพอใจมากเลยล่ะ”
ในตอนนั้นเอง เมื่อยูเดอร์จ้องมองใบหน้าของคีเซียร์ที่หันมาสบตา หัวใจของเขาก็เต้นผิดจังหวะ เขาถอนหายใจลึก จ้องมองชายที่ดูเหมือนจะชื่นชมเขาประหนึ่งงานศิลปะชิ้นเอก เสียงของเขาแผ่วเบาลง
“ข้าคิดว่า... ข้าก็รู้สึกดีเหมือนกันครับ”
“หืม?”
“ร่างกายของท่านสวยงามและน่ามองกว่าของข้ามากนัก”
“...”
คีเซียร์ดูเหมือนจะไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำชมกลับมาแบบนี้ เขาเบิกตากว้างชั่วครู่ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมา
“ขอบคุณสำหรับคำชมนะ”
‘...ข้ากลายเป็นพวกบ้ากามไปแล้วหรือเปล่าเนี่ย?’
แม้จิตใต้สำนึกจะบอกว่าปฏิกิริยานี้เป็นเรื่องปกติ แต่ยูเดอร์ก็อดสงสัยไม่ได้ว่าตนเองถูกคีเซียร์ปั่นหัวง่ายเกินไปอีกแล้วหรือเปล่า
ไม่ว่าในใจจะขัดแย้งกันอย่างไร คีเซียร์ก็ดูจะเพลิดเพลินกับการอาบน้ำครั้งนี้มาก เขาหยิบฟองสบู่มาป้ายบนใบหน้าของยูเดอร์อย่างร่าเริง แล้วจุมพิตเบาๆ ที่ปลายจมูก
เมื่อยูเดอร์พยายามจะเลี่ยงข้อเสนอประหลาดๆ ของชายหนุ่มที่อาสาจะสระผมให้ ร่างกายของทั้งคู่ก็บังเอิญเบียดเสียดกัน สัมผัสของผิวหนังที่กระทบกันท่ามกลางฟองสบู่อันอ่อนนุ่มทำให้คีเซียร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงตัวยูเดอร์เข้ามาจูบอย่างล้ำลึก สัมผัสรุนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างยามที่นิ้วเรียวยาวลูบไล้ใบหน้าที่เปื้อนฟองสบู่นั้นรุนแรงจนทำให้เขาขนลุกเกรียว
เมื่อยูเดอร์รู้สึกตัวอีกครั้ง เขาก็พบว่าตนเองกำลังจูบตอบ และตอนนี้ร่างกายของเขาก็กำลังนั่งคร่อมคีเซียร์อยู่ในน้ำเสียแล้ว
ในที่สุด เขาก็รู้สึกผ่อนคลายไปกับสัมผัสที่อ่อนโยนและรื่นรมย์ที่ลูบไล้ไปตามผิวเปลือยเปล่า และหลังจากที่ทำให้น้ำในอ่างขุ่นมัวไปอีกครั้ง ความปรารถนาอันรุ่มร้อนจึงค่อยๆ สงบลง
เมื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย ยูเดอร์ก็นั่งรอคีเซียร์ออกมา พลางครุ่นคิดถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้
เหตุผลที่คีเซียร์สามารถใช้เวลาทั้งวันโดยไม่แสดงอาการใดๆ และยอมรอให้เขาเป็นฝ่ายเริ่มพูดก่อนอย่างอดทน เป็นเพราะในชาตินี้เขามีเวลาว่างมากกว่าชาติก่อน และเพราะเขาเห็นคุณค่าของเวลาที่มีอยู่นี้อย่างแท้จริง เขาจึงสามารถรอคอยสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปได้อย่างใจเย็น
บางคนอาจมองว่าการรอคอยและความอดทนเช่นนี้เป็นเรื่องเสียเวลา แต่ยูเดอร์ไม่คิดแบบนั้น ช่วงเวลาที่คีเซียร์ยอมปล่อยผ่านไปนั้นมีความหมายยิ่งใหญ่กว่าคำพูดหรือการกระทำใดๆ และมันได้ปูทางไปสู่ผลลัพธ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
วันนี้ ยูเดอร์ได้ให้คำใบ้บางอย่างเกี่ยวกับความจริงแก่คีเซียร์ รวมถึงชื่อของตนเองด้วย เมื่อพิจารณาจากสิ่งที่เปิดเผยออกมาจนถึงตอนนี้ คีเซียร์ก็น่าจะเข้าใกล้ความจริงที่แท้จริงได้มากขึ้นแล้ว
ทว่านั่นยังไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
ยูเดอร์เองก็ยังไม่รู้ว่าทำไมหรืออย่างไรเขาถึงได้ย้อนเวลากลับมา การเล่าความจริงเพียงเสี้ยวเดียวที่แม้แต่ตนเองก็ยังไม่เข้าใจถ่องแท้ จะมีแต่ทำให้เขาต้องพึ่งพาความเชื่อของคนอื่นโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
คีเซียร์บอกว่าการให้คำตอบแล้วรอให้ยูเดอร์เป็นผู้ยืนยันนั้นเพียงพอแล้ว แต่ยูเดอร์รู้สึกว่ามันยังไม่พอ เขาจะยืนยันอะไรได้ในเมื่อเขายังไม่รู้ความจริงทั้งหมด? การกระทำเช่นนั้นย่อมไม่ใช่คำตอบที่เหมาะสมสำหรับคีเซียร์
เพื่อพิสูจน์ว่าความอดทนอันมหาศาลที่คีเซียร์แสดงออกมานั้นเป็นสิ่งที่คุ้มค่า และเพื่อที่จะได้อยู่เคียงข้างเขาต่อไปในอนาคต ยูเดอร์จำเป็นต้องมีสิ่งที่มากกว่าแค่ความเชื่อใจชิ้นส่วนของความจริงที่หายไป ซึ่งในตอนนี้ยูเดอร์ยังไม่มี นั่นแหละคือสิ่งสำคัญที่เขาต้องหามาให้ได้