บทที่ 446 นิ้วมือที่เปิดเปลือย

 ยูเดอร์เอื้อมมือออกไปลูบแก้มของคีเซียร์อย่างแผ่วเบาราวกับถูกนำพาด้วยกระแสอารมณ์ ชายหนุ่มเบื้องหน้าคว้าข้อมือของยูเดอร์ไว้ก่อนจะซบใบหน้าลงกับฝ่ามือนั้น ริมฝีปากที่สัมผัสโดนแก้มชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อแตะถูกปลายถุงมือผ้าเนื้อบาง แต่เพียงครู่เดียวเขาก็อ้าออกแล้วขบเม้มขอบผ้าเบาๆ

เมื่อเศษผ้าชิ้นเล็กหลุดร่วงลงสู่พื้น ประกายอารมณ์ในดวงตาของยูเดอร์ก็ฉายชัด มืดมิดทว่ากระจ่างใสอย่างยิ่ง
คีเซียร์คลี่ยิ้มอย่างท้าทายขณะพรมจูบลงบนนิ้วมือที่เปิดเปลือย รอยสีแดงเข้มที่พาดผ่านข้อนิ้วปรากฏขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ยูเดอร์สัมผัสได้ชัดเจนผ่านผิวหนังของตนเองถึงริมฝีปากที่เต็มไปด้วยแรงปรารถนาและความรื่นรมย์อันเปี่ยมล้นซึ่งกำลังยกโค้งขึ้นเป็นรอยยิ้ม
ยูเดอร์เผลอกำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว คลื่นความร้อนสายหนึ่งพลุ่งพล่านขึ้นมาจากช่องท้อง เขาจึงรีบแนบริมฝีปากเข้ากับริมฝีปากของชายผู้ที่ยังกุมมือเขาไว้ คีเซียร์ตอบรับจูบนั้นด้วยความยินดีพลางประคองร่างของยูเดอร์ไว้ไม่ให้โถมกายมาข้างหน้าจนเสียหลัก
ในที่สุดริมฝีปากของทั้งคู่ก็ผละออกจากกันท่ามกลางเสียงลมหายใจที่หอบหนัก และน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์อันน่าหลงใหลก็เอ่ยออกมา
“เล่าให้ข้าฟังอีกสิ”
จะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ขอแค่ให้มากกว่านี้
ราวกับต้องมนต์สะกด ยูเดอร์คุกเข่าลงตรงหน้าคีเซียร์แล้วซบหน้าผากลงบนไหล่ของชายหนุ่มที่เขาโอบกอดไว้แน่น
“ข้าไม่รู้ว่าพันธะระหว่างท่านหัวหน้ากับตัวข้าเกิดขึ้นได้อย่างไร พลังที่มันมีอยู่นั้นคืออะไรข้าเองก็ไม่ทราบ ท่านบอกว่าท่านจำความฝันเหล่านั้นไม่ได้... บางทีสักวันหนึ่ง ท่านอาจจะได้รู้อะไรมากขึ้นผ่านสิ่งนั้น”
“เจ้ากลัวเรื่องนั้นหรือ?”
ยูเดอร์นิ่งเงียบ หน้าผากยังคงซบอยู่ที่ไหล่ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยเสียงที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“หากเป็นเมื่อก่อน ข้าคงตอบว่าไม่ แต่ตอนนี้... ข้ากลัวครับ”
“เราควรหาทางตัดมันทิ้งดีไหม?”
คำถามย้อนกลับนั้นทำให้ยูเดอร์ชะงักลมหายใจไปชั่วขณะ
“ความกลัวของเจ้าจะลดลงบ้างไหม หากข้าให้สัตย์สาบานว่าจะไม่สืบหาข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับพันธนาการระหว่างเราอีก?”
คีเซียร์จะหาทางตัดพันธนาการที่มองไม่เห็นนั้น และเขาสัญญาว่าจะไม่ขุดคุ้ยเรื่องราวของยูเดอร์ไปมากกว่านี้
มันเป็นข้อเสนอที่หอมหวานยิ่งนัก ทว่ายูเดอร์กลับไม่สามารถเอ่ยคำตอบออกไปได้
เขารู้ดีว่าคีเซียร์จะรักษาคำพูดนั้นทันทีที่เขาพยักหน้า แต่ยูเดอร์ก็รู้ดียิ่งกว่าใครว่าความกลัวทั้งหมดของเขาจะไม่มีวันจางหายไปเพียงเพราะการตกลงใจครั้งนี้
ความลับที่พันรอบตัว ยูเดอร์ ไอร์ ราวกับเปลือกผลไม้ที่มีหนามแหลมคมจะไม่มีวันสูญสิ้นไปตราบเท่าที่เขายังมีชีวิต ทุกครั้งที่เขาจ้องมองคีเซียร์ในชาตินี้ ความลับนั้นจะกรีดร้องและปะทุออกมาเสมอ
นั่นคือราคาที่ต้องจ่ายจากการที่เขาหลงใหลในตัวตนตรงหน้าอย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้
“ไม่ครับ”
ยูเดอร์สูดกลิ่นหอมเฉพาะตัวที่แผ่ออกมาจากลำคออันแข็งแกร่งของคีเซียร์พลางย้ำคำเดิม
“ไม่เอาแบบนั้นครับ”
“ยากจังเลยนะ”
คีเซียร์หัวเราะเบาๆ ในลำคอขณะลูบหลังของยูเดอร์ ยูเดอร์รับรู้ถึงสัมผัสนั้น นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยขึ้น
“ยูเดรน คือชื่อของข้าครับ”
“ข้าคิดว่ามันฟังดูเหมือนตำแหน่งหรือยศอะไรสักอย่าง ใครก็ตามที่มอบชื่อนี้ให้เจ้า ช่างเลือกได้เหมาะสมยิ่งนัก”
“ท่านคิดอย่างนั้นหรือครับ?”
“แม้แต่ผู้ที่แตกฉานในภาษาโบราณอย่างกอร์ ยังต้องพลิกตำราเพื่อทำความเข้าใจไวยากรณ์ที่ซับซ้อนของมัน เห็นได้ชัดว่ามีความพยายามอย่างมากที่ถูกใส่ลงไปในชื่อนี้ ชื่อนั้นดูเหมือนจะผ่านการกลั่นกรองมามากกว่าชื่อที่ข้าตั้งให้นาธานเสียอีก เจ้าไม่คิดว่ามันเป็นชื่อที่ไพเราะหรอกหรือ?”
ณ จุดนี้ ทั้งชื่อ นาธาน ซัคเกอร์แมน และยูเดรน ต่างก็ไม่ใช่ชื่อที่เขาจะเชื่อมโยงถึงตัวเองได้อย่างเต็มที่ ยูเดอร์ไม่ได้ตอบ แต่กลับถอนหายใจยาว
“สารภาพตามตรง ข้าไม่เคยเข้าใจความหมายของชื่อนั้นอย่างถ่องแท้เลย แต่ข้าคิดว่าความหมายที่ท่านแบ่งปันมาอาจจะถูกต้องก็ได้ครับ”
“เจ้าจะบอกว่า คนที่ตั้งชื่อให้ไม่ได้บอกความหมายกับเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“อาจจะเป็นอย่างนั้น แต่... ข้าไม่ทราบจริงๆ ครับ”
เขาหวังว่าคีเซียร์จะไม่ทันสังเกตเห็นอารมณ์ที่ซ่อนอยู่ภายใต้กระแสเสียงที่แหบพร่า
“เอาเถอะ รู้ไว้ก็ดีกว่าไม่รู้น่ะนะ”
คีเซียร์ไม่ได้ซักไซ้ว่าใครเป็นคนตั้งชื่อนั้นให้ยูเดอร์ หรือเหตุใดเขาถึงไม่รู้ความหมาย แต่กลับประทับจูบลงบนมือและแก้มของยูเดอร์อีกครั้งอย่างอ่อนโยน ราวกับจะให้กำลังใจเพื่อให้เขาเล่าต่อ
“อย่างที่ท่านคงคาดเดาได้ บันทึกของดยุกไทน์คนแรกที่อีน่อนอยากอ่าน เป็นสิ่งที่ข้าอยากรู้เป็นอย่างแรกเช่นกัน เมื่อข้าได้ยินส่วนที่ท่านอ่านเมื่อวาน มันเหมือนจะเกี่ยวข้องกับคำถามที่ข้ามี ข้าจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับเขาครับ”
“ ‘หากเราสามารถล่วงรู้ถึงต้นตอของคำสาปได้ บางทีเวลาที่ไม่เคยไหลย้อนกลับอาจจะเข้าข้างเราบ้างก็ได้’ ”
คีเซียร์ทวนข้อความที่เขาเคยอ่านก่อนหน้านี้
“เจ้าหมายถึงเป้าหมายการวิจัยที่ทะเยอทะยานในการเสาะหาต้นกำเนิดของอสูรกายอย่างนั้นหรือ?”
“นั่นก็ส่วนหนึ่งครับ แต่ส่วนใหญ่คือเรื่องการอ้างอิงถึงเวลา”
ขณะที่ยูเดอร์ลังเลว่าจะเรียบเรียงความคิดออกมาเป็นคำพูดอย่างไร คีเซียร์ก็พึมพำบางอย่างพลางลูบศีรษะด้านหลังของยูเดอร์อย่างเบามือ
“สำหรับข้า มันดูเหมือนเป็นหนึ่งในแนวคิดทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ แต่ถ้ามันมีความหมายต่อผู้ช่วยของข้ามากกว่านั้น ก็คงมีเหตุผลของมัน หากมันลำบากใจเกินกว่าจะเอ่ยออกมา เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องพูดหรอก มีอะไรที่ข้าต้องทำอีกไหม นอกเหนือจากมอบมันให้อีน่อนในวันพรุ่งนี้?”
“...ไม่มีแล้วครับ”
“น่าเสียดายจัง”
ขณะที่พูด คีเซียร์ก็ฝังจูบเบาๆ ลงที่ใบหูของยูเดอร์อีกครั้ง เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังออกมาจากริมฝีปากของคีเซียร์เมื่อยูเดอร์กำเสื้อผ้าของเขาแน่นขึ้น มือที่ลูบไล้เส้นผมของยูเดอร์ทวีความอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักใคร่
สัมผัสนี้กระตุ้นให้เกิดความคิดใหม่ แรงผลักดันใหม่ขึ้นในตัวยูเดอร์
“ท่านหัวหน้าคิดว่า เวลาจะเข้าข้างใครสักคนได้จริงๆ หรือครับ?”
“แม้จะมีสุภาษิตมากมายบอกว่าเวลาจะเข้าข้างผู้ที่อดทน แต่นั่นอาจไม่ใช่สิ่งที่บันทึกหมายถึง หากลองตรองดู... ข้าคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ หากทำได้จริง เหล่านักเวททั้งหลายคงบิดเบือนเวลาตามใจชอบไปนานแล้ว”
คำตอบนั้นสมเหตุสมผลและเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้
ไม่มีใครในประวัติศาสตร์ที่สามารถควบคุมเวลาได้ด้วยเวทมนตร์ แม้แต่จอมเวทย์ลูม่าเองก็ทำไม่ได้ เวลาไม่เคยเข้าข้างใคร และทุกสรรพสิ่งล้วนมีรุ่งโรจน์และร่วงโรยก่อนจะสูญสลายไปตามสายลม ไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรือมีอำนาจเพียงใด ก็ไม่มีใครหนีพ้นกฎเกณฑ์อันเด็ดขาดนี้ไปได้
ทว่า สำหรับยูเดอร์ เวลาได้ไหลย้อนกลับมาแล้วจริงๆ
คีเซียร์จะคิดอย่างไรเมื่อเขาได้ข้อสรุปนั้นในที่สุด? เขาจะมีสีหน้าแบบไหน จะเอ่ยคำพูดใดออกมา? แม้ตอนนี้ยูเดอร์จะยังไม่อาจล่วงรู้ได้ แต่เขาหวังว่าตนเองจะยังคงอยู่เคียงข้างคีเซียร์เมื่อเวลานั้นมาถึง
เพียงแค่ทำแบบเดิมต่อไปคงไม่เพียงพอ เพื่อให้ความอดทนอันยาวนานของคีเซียร์ไม่สูญเปล่า ยูเดอร์เองก็ต้องพยายามอย่างหนักเพื่อหาหลักฐานแห่งความจริงที่จับต้องได้ ซึ่งคู่ควรกับความเชื่อมั่นที่เขาได้รับมอบมา
ขณะที่ความคิดของยูเดอร์เริ่มขยายวงกว้างออกไป เสียงหนึ่งก็ทำลายภวังค์ของเขาลง
“...อย่างไรก็ตาม ข้าไม่ค่อยแน่ใจนักกับยุคสมัยในตอนนี้”
ยูเดอร์เงยหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ สบเข้ากับดวงตาสีแดงเข้มของคีเซียร์ที่อ่อนแสงลงอย่างนุ่มนวล
“นี่ไม่ใช่ยุคที่พลังของนักเวทกำลังเลือนหาย และยุคของผู้ปลุกพลังกำลังรุ่งโรจน์หรอกหรือ? คล้ายกับเมื่อพันปีก่อนที่มีการกล่าวกันว่า ยุคของนักบวชได้สิ้นสุดลงและยุคของนักเวทได้มาถึงแล้ว”
นี่เป็นข้อมูลใหม่ เมื่อยูเดอร์กะพริบตาด้วยความประหลาดใจ คีเซียร์จึงอธิบายถึงที่มาของมัน
“มันเขียนอยู่ในบันทึกเล่มนั้น เช่นเดียวกับในอดีต อะไรก็เกิดขึ้นได้ในยุคนี้ ดังนั้นจงเก็บสิ่งที่ข้าพูดในวันนี้ไปไตร่ตรองให้ดี”
“...”
“หน้าที่ในการพิจารณาและตัดสินเป็นของผู้ฟัง ไม่ใช่ผู้พูด ข้าจะไตร่ตรองให้รอบคอบและหาข้อสรุปด้วยตัวเอง หลังจากนั้น หน้าที่ของเจ้าคือบอกข้าว่าข้าเข้าใจถูกหรือผิด”
ชายหนุ่มยิ้มราวกับจะถามว่า ‘เท่านี้พอไหม?’ เขาเปลี่ยนความรู้สึกรุนแรงถึงรอยร้าวที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งปนเปไปด้วยกลิ่นหอมเฉพาะตัวและความแข็งแกร่งที่ห่อหุ้มตัวเขา ให้กลายเป็นอารมณ์ที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง
ยูเดอร์ไม่อาจต้านทานความปรารถนาที่จะขยับเข้าไปใกล้คนตรงหน้าได้อีกต่อไป เขาโอบแขนรอบคอของคีเซียร์ และริมฝีปากของทั้งคู่ก็ประสานกันอีกครั้ง ก่อนที่ยูเดอร์จะทันได้เสียหลักตกจากเก้าอี้ คีเซียร์ก็คว้าร่างเขาไว้แล้วหยัดยืนขึ้น ทำให้บทสนทนาใดๆ หลังจากนั้นต้องหยุดชะงักลงเพียงเท่านี้