“แล้วเรื่องที่ข้าถามไปก่อนหน้านี้ล่ะ เจ้าคิดว่าอย่างไร?”
คำถามนั้นถูกเอ่ยออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับสายน้ำที่ไหลเอื่อยลงสู่เบื้องล่างเมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของคีเซียร์ที่เฝ้ารอคำตอบเรื่องข้อเสนอที่จะให้อ่านบันทึกของดยุกไทน์คนแรกอีกครั้ง ยูเดอร์ก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ตอบกลับไป
“หากข้าทำภารกิจนี้สำเร็จ ข้าก็อยากจะทำตามที่ท่านเสนอครับ”
แม้เขาจะตั้งเงื่อนไขว่าต้องทำภารกิจให้สำเร็จก่อน แต่ความเต็มใจของยูเดอร์ที่จะรับไมตรีจากคีเซียร์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง
รวมถึงความหมายอันหลากหลายที่แฝงอยู่ในคำมั่นสัญญานั้นด้วย
“เอาเถอะ ไม่ว่าภารกิจจะสำเร็จหรือไม่ ข้าถือว่าเป็นคนละเรื่องกัน แต่ถ้ามันทำให้เจ้าสบายใจขึ้นก็ตามใจเจ้าแล้วกัน”
ก่อนที่บทสนทนาหยอกล้อนั้นจะจบลง ประตูหลังคฤหาสน์ซึ่งเป็นจุดหมายของพวกเขาก็ปรากฏขึ้น ยูเดอร์ที่คิดว่าที่นี่จะเงียบเหงาเหมือนปกติ กลับต้องเบิกตากว้างเมื่อเห็นร่างที่คุ้นเคย
‘...อีน่อน?’
นั่นคืออีน่อนจริงๆ ไม่ใช่ภาพลวงตา ชายหนุ่มยืนกอดอกพิงผนังอยู่ เขาละสายตามามองเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า รอยยิ้มจางๆ ที่เคยประดับบนใบหน้ายามเห็นยูเดอร์เลือนหายไปทันที
ยูเดอร์พยายามเดาเหตุผลที่อีน่อนมาปรากฏตัวที่นี่ในเวลานี้ และนั่นทำให้เกิดเงาแห่งความกังวลวูบหนึ่งในใจ
‘หรือว่า... เขาตั้งใจจะเปิดเผยตัวตนกับคีเซียร์จริงๆ? ที่นี่และตอนนี้เลยงั้นหรือ?’
หากเขาอยู่คนเดียว เขาคงถามออกไปตรงๆ แล้ว แต่อย่างน้อยคีเซียร์ก็อยู่ที่นี่ด้วย อีน่อนเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าที่เหมือนรู้อยู่แล้วว่ายูเดอร์จะมา คีเซียร์ก้าวไปข้างหน้าแล้วถามพร้อมรอยยิ้ม
“เจ้ามาหายูเดอร์งั้นหรือ? บังเอิญว่าข้ากับผู้ช่วยมีธุระด่วนน่ะ ถ้าเจ้าจะคุยกันยาวๆ ตอนนี้คงไม่ค่อยสะดวกนัก”
“เปล่า วันนี้ข้าไม่ได้มาหาเขา และไม่ใช่เรื่องที่จะต้องคุยกันยาวด้วย”
อีน่อนก้มหัวทักทายสั้นๆ ก่อนจะสบตากับคีเซียร์โดยตรง เมื่อตระหนักได้ว่าธุระของอีน่อนคือตนเอง คีเซียร์ก็เบิกตากว้างขึ้นครู่หนึ่งก่อนจะหรี่ตาลงด้วยความสนใจ
“โอ้? น่าสนใจแฮะ มีเรื่องอะไรล่ะ?”
ยูเดอร์เผลอหลับตาลงโดยไม่รู้ตัว ทว่าคำตอบที่ตามมาในอีกไม่กี่อึดใจกลับต่างจากที่เขาคาดไว้
“ข้าได้ยินมาว่ามีการค้นพบสิ่งของที่น่าสนใจจากห้องใต้ดินของหน่วยบริหารความปลอดภัยเมื่อวานนี้”
“เจ้าได้ยินมาจากผู้ช่วยของข้าหรือ?”
“ใช่”
ยูเดอร์ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ชายทั้งสองกำลังสนทนากันโดยไม่หันมามองเขาเลยสักนิด
“ถูกต้อง มีการค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจจริงๆ แล้วมันทำไมหรือ?”
“ข้าอยากเห็นมัน”
ท่าทางของอีน่อนนับว่าดูธรรมดาเกินไปสำหรับคนที่กำลังสนทนากับดยุกและผู้บัญชาการ ทว่ากลับมีบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้ท่าทางเช่นนั้นดูประหลาดแต่ก็น่าเกรงขามจนยอมรับได้
คีเซียร์เองก็ไม่ได้ถือสาในท่าทีสบายๆ ของอีน่อน เขาเพียงจ้องมองกลับไป
“...เจ้าน่าจะรู้อยู่แล้วว่าเอกสารนั่นเป็นการผสมผสานอันซับซ้อนระหว่างอักษรกอร์และภาษาในยุคต้นจักรวรรดิ แม้แต่ตัวข้าเองยังรู้สึกว่าบางส่วนอ่านเข้าใจได้ยาก เจ้ากำลังจะบอกว่าเจ้าอ่านมันออกงั้นหรือ?”
“ถ้าข้าอ่านไม่ออก ข้าคงไม่มาที่นี่หรอก”
“ยอดเยี่ยมไปเลย พักหลังมานี้หาวิหารที่ยังสอนอักษรกอร์ได้ยากยิ่งนัก”
หลังจากตอบกลับด้วยท่าทางที่ดูเหมือนจะชื่นชมอย่างจริงใจ แววตาของคีเซียร์ก็ลึกล้ำขึ้น
“แล้วทำไมเจ้าถึงต้องอ่านมันให้ได้ล่ะ?”
แม้บทสนทนาจะดูเบาสบาย แต่บรรยากาศสำหรับคนที่เฝ้าดูอยู่นั้นต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อีน่อนเหลือบมองสีหน้าของยูเดอร์ที่แข็งค้างไปครู่หนึ่ง เขาลอบกลืนน้ำลายและถอนหายใจสั้นๆ ราวกับพยายามระงับความตึงเครียดมหาศาลภายในใจ
ยูเดอร์สัมผัสได้ถึงสายตานั้น—สายตาที่ราวกับอ่านอารมณ์ที่แม้แต่เจ้าตัวยังไม่รู้ตัวออก
ดูให้ดีๆ นะ
ยูเดอร์มองเห็นคำกระซิบผ่านริมฝีปากนั้น ก่อนที่เขาจะได้แสดงความลังเลออกมา อีน่อนก็โพล่งขึ้นมาอย่างไม่รีรอ
“ก่อนจะตอบคำถามของท่าน ข้าคือคนที่บอกเขาเรื่อง ‘การคุ้มครองแห่งโลหิต’ ที่ซ่อนอยู่ในชั้นสี่ของห้องใต้ดินนั่นเอง”
“...”
“คนนอกวงการเวทมนตร์จะไปรู้ข้อมูลพรรค์นั้นได้อย่างไรกัน? ข้านึกว่าท่านรู้อยู่แล้วเสียอีกว่าข้าทำอะไรบ้างในระหว่างการวิจัยสัตว์ประหลาด หรือว่าข้าเข้าใจผิด?”
เมื่อเผชิญกับคำถามย้อนศรของอีน่อน คีเซียร์ที่นิ่งเงียบมาตลอดก็พยักหน้าอย่างสุขุม
“ใช่ เจ้าพูดถูก ข้าได้รับฟังเรื่องการอุทิศตนของเจ้าในครั้งนี้มาแล้ว เจ้ามีความสามารถทัดเทียมกับเฮลเล็ม ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักวิจัยสัตว์ประหลาดที่เก่งกาจที่สุดในประวัติศาสตร์ ไม่สิ เจ้าอาจจะเหนือกว่าเขาด้วยซ้ำ ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำความเข้าใจว่านักปรุงยาธรรมดาคนหนึ่งจะมีความรู้และผลงานถึงระดับนี้ได้”
คีเซียร์เคยได้ยินคำชมเชยในทักษะของอีน่อนจากเฮลเล็มมาบ้างแล้ว แต่การได้ยินต่อหน้าเช่นนี้ทำให้มันมีความหมายใหม่ขึ้นมาทันที แม้แผ่นหลังของยูเดอร์จะเกร็งแน่นด้วยความเครียด แต่อีน่อนกลับไม่แสดงอาการตกใจหรือสับสนเลยแม้แต่น้อย เขาถามต่อด้วยท่าทีผ่อนคลายราวกับกำลังรับลูกค้าในร้านขายยา
“มีเรื่องอื่นอีกไหม?”
“นาธานบอกว่าคำแนะนำและการปรุงยาของเจ้าช่วยให้เขาก้าวข้ามขีดจำกัดในการฝึกฝนได้ มิกเองก็รายงานว่าเห็น ‘ร่องรอยแห่งกาลเวลา’ ในตัวเจ้า ซึ่งเป็นร่องรอยที่ควรจะปรากฏบนต้นไม้โบราณเท่านั้น เจ้าแสดงคุณลักษณะหลายอย่างที่มักจะพบเห็นได้ในคนที่มีอายุเป็นร้อยปี และเมื่อถูกถาม เจ้าก็ยอมรับว่ามันเป็นอย่างที่เห็นจริงๆ”
นี่เป็นข่าวใหม่แม้กระทั่งสำหรับยูเดอร์
เจ้าไปทำอะไรมาโดยที่ข้าไม่รู้กันแน่?
คำถามนั้นฟังดูอึกอัก แต่อีน่อนกลับเพิกเฉยต่อสายตาของยูเดอร์ ใบหน้าของเขาบ่งบอกว่าเขาคาดการณ์คำตอบเช่นนี้ไว้แล้ว
‘ที่เขาบอกเมื่อวานว่าการเปิดเผยตัวตนจะทำให้ทำงานง่ายขึ้น... มันไม่ใช่แค่การพูดลอยๆ สินะ’
“เอาเถอะ ในเมื่อได้ยินมาหมดแล้ว ก็คงไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรเพิ่ม”
“แล้วท่านได้ข้อสรุปอย่างไรจากรายงานที่ได้ยินมาจนถึงตอนนี้ล่ะ?” อีน่อนจ้องมองคีเซียร์ที่ค่อยๆ ขยับริมฝีปากเอ่ยออกมา
“คนที่ไม่ใช่ทั้งนักเวท นักดาบ หรือนักบวช แต่มีความรู้ลึกซึ้งในทุกแขนง และแบกรับการเดินทางของเวลาที่ยาวนานยิ่งกว่าต้นไม้โบราณ มันยากที่จะคาดเดาตัวตนที่แท้จริงของเจ้าในฐานะมนุษย์ธรรมดาได้ แต่...”
เสียงของเขาแผ่วลงครู่หนึ่ง ก่อนจะกลับมาดังชัดเจนอีกครั้ง
“มันคงจะดีถ้าพิจารณาว่าเจ้าอาจจะเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่เคยอาศัยอยู่บนดินแดนแห่งนี้”
วินาทีนั้น สายลมแรงพัดผ่านร่างของพวกเขาไป
ยูเดอร์กำหมัดแน่น พยายามระงับหัวใจที่เต้นระรัว
คำตอบที่คีเซียร์ได้รับจากการรวบรวมข้อมูลเพียงน้อยนิดที่อีน่อนจงใจปล่อยออกมานั้น ใกล้เคียงกับความจริงอย่างน่าใจหาย รอยยิ้มจางๆ ที่ยากจะคาดเดาปรากฏขึ้นและเลือนหายไปบนใบหน้าของอีน่อนหลังจากได้ยินคำตอบนั้น
“หึ ท่านก็ไม่ได้เดาผิดไปเสียทั้งหมดหรอก”
“หืม ถ้าคำตอบนี้ยังไม่สมบูรณ์ โลกนี้ก็ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน ข้าคงต้องเรียนรู้ต่อไป”
คีเซียร์ยักไหล่แล้วหัวเราะเบาๆ เขาตอบโต้ออกมาด้วยอารมณ์ขันที่แห้งเหือด
‘เขาไม่ตกใจเลยงั้นหรือ?’
แม้คีเซียร์จะเชี่ยวชาญในการเก็บซ่อนอารมณ์ แต่ยูเดอร์ก็ไม่คิดว่าเขาจะยังคงสุขุมได้ขนาดนี้ในระหว่างบทสนทนาที่น่าตกตะลึง ยูเดอร์อยากรู้เหลือเกินว่าชายคนนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ แต่สิ่งที่เขาเห็นมีเพียงแผ่นหลังและด้านข้างใบหน้าของคนที่ก้าวล้ำหน้าเขาไปหนึ่งก้าวเสมอ
ในตอนนั้นเอง สายตาของอีน่อนก็เหลือบกลับมามองยูเดอร์ครู่หนึ่ง ดวงตาสีเหลืองทองที่เปี่ยมไปด้วยความหมายอันยากจะหยั่งถึงสบเข้ากับดวงตาของยูเดอร์ ก่อนจะหันกลับไปหาคีเซียร์
“ข้าขอพูดให้ชัดเจน เหตุผลที่ข้ามาอยู่ที่นี่ก็เพราะเจ้าคนนั้น และถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ข้าก็ตั้งใจจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขต่อไปเหมือนเดิม ข้าคิดว่าท่านผู้บัญชาการก็คงจะเห็นพ้องด้วย ใช่ไหมครับ?”
คีเซียร์ตอบรับคำพูดของอีน่อนที่กึ่งลองเชิงกึ่งยืนยันด้วยรอยยิ้มที่ไร้ที่ติ และยื่นมือออกมาเพื่อขอจับมือ
“ถูกต้องที่สุด ข้าขอขอบคุณในความตั้งใจของเจ้าที่มาอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน”
ไม่มีคำยืนยันอย่างชัดแจ้งถึงความเชื่อใจที่แลกเปลี่ยนกันระหว่างอีน่อนและคีเซียร์ ทว่าทั้งคู่ดูจะเข้าใจตรงกันว่าทุกสิ่งที่จำเป็นต้องตรวจสอบหรือหารือนั้นได้ข้อสรุปแล้ว พวกเขาพยักหน้าให้กันพร้อมกัน
“ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ข้าจะส่งของที่ข้าได้รับมาเมื่อวานให้ท่าน สำหรับข้า ของสิ่งนั้นไม่มีมูลค่าอะไรมากไปกว่าโบราณวัตถุทางประวัติศาสตร์”
“เชิญทำตามที่เจ้าต้องการได้เลย”
‘...แค่คั้นนี้เองหรือ?’
จริงหรือเปล่าเนี่ย?
ขณะที่ยูเดอร์ลอบกลืนน้ำลาย อีน่อนก็จับมือกับคีเซียร์อีกครั้ง เขาหันหลังเดินกลับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย และเดินสวนผ่านยูเดอร์ไป ในระหว่างที่เดินผ่าน เขาได้กระซิบสั่งความบางอย่างเบาๆ
“...”
ยูเดอร์มองตามแผ่นหลังของอีน่อนที่ค่อยๆ ไกลออกไปเป็นเวลานาน
**นี่มันฉาก พ่อดูเชิงลูกเขยชัดๆ