“เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?”
ทันทีที่ได้รับอนุญาต อีมุนก็เปิดประตูและก้าวเข้ามา เขาชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อเห็นสุราที่วางอยู่ตรงหน้าคีเซียร์และยูเดอร์ ทว่าเขาก็รีบละสายตาและรีบแจ้งจุดประสงค์ของตนทันที“เอเวอร์ขอให้ท่านไปยังชั้นใต้ดินที่ 4 โดยด่วนครับ เธอบอกว่าหากพูดเช่นนี้ท่านผู้บัญชาการจะทรงเข้าใจเอง...”
“เข้าใจแล้ว เตรียมรถม้าและไปตามแคนนามาด้วย ส่วนเจ้าช่วยทำหน้าที่แทนแคนนาไปพลางๆ ก่อน”
หลังจากอีมุนรีบออกไปจัดการตามคำสั่ง คีเซียร์ก็ลุกขึ้นยืนโดยไม่มีทีท่าว่ามีอาการมึนเมาหลงเหลืออยู่เลย ยูเดอร์ลุกขึ้นเดินตามเขาไปพลางเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ชั้นใต้ดินที่ 4 หรือครับ? แล้วเหตุใดถึงต้องเรียกแคนนามาด้วย?”
“เดี๋ยวเราค่อยคุยกันระหว่างทาง”
แคนนาซึ่งกำลังเฝ้าสังเกตการณ์กลุ่มดวงดาวแห่งนากรานรีบมาสมทบและขึ้นรถม้าไปกับพวกเขา เธอเองก็มีสีหน้าฉงนใจไม่ต่างกันที่ถูกเรียกตัวมาอย่างกะทันหันเช่นนี้
ท่ามกลางความมืดมิดขณะที่รถม้าเคลื่อนที่ไปอย่างรวดเร็ว คีเซียร์ก็ได้อธิบายสถานการณ์ให้คนทั้งสองฟัง
“ตอนที่สืบสวนพวกขุนนางในวันนี้ ข้าได้ขอความร่วมมือจากบารอนโคลท์นิดหน่อย ดูเหมือนตระกูลโคลท์จะยังพอมีข้อมูลเกี่ยวกับชั้นใต้ดินที่ 4 นั่นหลงเหลือู่อยู่บ้างน่ะ”
ในอดีต บารอนโคลท์คนปัจจุบันเคยสร้างผลงานในนามของดยุกไทน์ไว้มากมาย และเคยมีชื่อเสียงโด่งดังไม่แพ้ตระกูลวิลเฮล์ม ทำให้เขายังคงกุมข้อมูลล้ำค่าไว้หลายอย่าง
แม้จะสูญสิ้นอำนาจไปแล้ว แต่เขาก็ยังเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง เขาแสดงความสนใจอย่างมากในเรื่องเล่าเกี่ยวกับชั้นใต้ดินที่ 4 ที่คีเซียร์แกล้งเปรยขึ้นมาเบาๆ เขาเคยได้ยินเรื่องนี้มาจากท่านปู่แต่ก็ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะมีอยู่จริง
อีกทั้งเขายังมาจากสายเลือดของตระกูลดยุกไทน์ จึงมีคุณสมบัติครบถ้วนในการเปิดทางเข้าสู่ชั้นใต้ดินที่ 4 ไม่มีใครเหมาะสมที่จะสืบหาความจริงไปมากกว่าผู้ดูแลคนใหม่ของภาคตะวันตกอีกแล้ว
“ข้าเลยสั่งให้เขาไปที่ชั้นใต้ดินที่ 4 พร้อมกับเอเวอร์ทันทีที่การสืบสวนเสร็จสิ้น หากพบอะไรข้างในก็ให้รีบส่งข่าวมา แต่ดูเหมือนพวกเขาจะเจออะไรบางอย่างเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก”
จากการอธิบายของคีเซียร์ แคนนาที่ดูจะสนใจในตัวบารอนคนใหม่นี้ตั้งแต่ก่อนจะได้พบหน้า ก็ได้รับรู้ว่าเขาคือสายข่าวที่แอบส่งข้อมูลให้แก่พรูเอลล์ คนที่อยู่กับคีเซียร์จนจบงานเลี้ยงเพื่อคอยอารักขานั่นเอง
“ข้าไม่รู้จักทั้งดยุกไทน์รุ่นแรกหรือตัวเขาหรอกครับ แต่ข้าเห็นชื่อพวกเขาบ่อยมากในข้อมูลที่อ่านตั้งแต่มาที่นี่ ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าพวกเขาไปเจออะไรที่นั่น”
“อีกประเดี๋ยวเราก็จะได้รู้กัน”
บริเวณด้านหน้าอาคารทีมจัดการความปลอดภัยสว่างไสวด้วยแสงไฟจำนวนมาก ในขณะที่คีเซียร์กำลังพูดคุยกับเหล่าสมาชิกที่กำลังแตกตื่น แคนนาซึ่งยืนอยู่ข้างยูเดอร์ก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าลังเล
“ยูเดอร์ เจ้ามีเรื่องไม่สบายใจอะไรหรือเปล่า?”
“เปล่านี่ ทำไมถึงถามแบบนั้นล่ะ?”
“ก็ตั้งแต่บนรถม้าแล้ว... ข้ารู้สึกว่าวันนี้เจ้าดูเครียดกว่าปกติน่ะ ถ้าไม่อยากตอบก็ไม่เป็นไรนะ”
แม้เขาจะรู้สึกหม่นหมองจากข่าวของจักรพรรดิไคลูซาและการทดสอบที่ต้องทำร่วมกับคีเซียร์ในวันพรุ่งนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะแสดงมันออกมา ทว่ามันคงไร้ประโยชน์เมื่ออยู่ต่อหน้าความสามารถในการรับรู้ของแคนนา
ยูเดอร์เหลือบมองดวงตาสีฟ้าอันอ่อนโยนของแคนนาที่ดูจะเป็นห่วงว่าเขาอาจจะโกรธ ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ขอบคุณนะ”
“อืม... แต่ถ้าต้องการให้ข้าช่วยอะไร เจ้าก็บอกได้ตลอดนะ รู้ใช่ไหม?”
เรื่องของคีเซียร์และอาการขององค์จักรพรรดิเป็นความลับระดับสูงสุด ทำให้เขาไม่สามารถเอ่ยปากขอความช่วยเหลือได้ แต่ความจริงใจที่แคนนามีต่อเขาก็ช่วยให้บรรยากาศที่ตึงเครียดในใจยูเดอร์เบาบางลงบ้าง
พวกเขาเริ่มเดินลงไปยังชั้นใต้ดินที่ 3 ชั้นใต้ดินอันกว้างขวางนั้นคราคร่ำไปด้วยเหล่านักโทษ เสียงโอดครวญระงมจนแทบจะทนฟังไม่ได้
โชคดีที่ชั้นที่ 3 ซึ่งเป็นที่คุมขังนักโทษฉกรรจ์นั้นเงียบสงบกว่ามาก จนกระทั่งพวกเขาได้พบกับคนสองคนที่ถูกขังแยกกันอยู่ในกรงเหล็ก
“แกกล้าดียังไงมาทรยศข้า! ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดโง่ๆ ของแก ข้าก็คงไม่ต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่!”
“นั่นคือทั้งหมดที่พี่จะพูดได้ในตอนที่เสียสติไปแล้วงั้นรึ? ข้าจะไม่มีวันลืมสิ่งที่พี่ทำกับข้าแน่ และข้าจะรายงานทุกอย่างให้ดยุกไทน์ทราบอย่างละเอียด เตรียมตัวไว้เถอะ!”
“แกคิดว่าดยุกไทน์จะเชื่อคำพูดของแกงั้นเรอ?”
“เงียบไปเลย! ท่านดยุกไว้ใจข้ามากกว่าพี่เสียอีก ท่านถึงขั้นมอบเข็มกลัดชิ้นนี้ให้ข้า และเชื่อใจข้ามากกว่าบารอนธรรมดาๆ อย่างพี่ด้วยซ้ำ แกกล้าดียังไงมาสงสัยในเจตนารมณ์ของท่าน!”
“แกภูมิใจนักหนากับอีแค่เข็มกลัดเนี่ยนะ? ท่านบ่นเรื่องความโง่ของแกให้ข้าฟังไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง และสั่งให้ข้าคอยดูวิธีที่แกจัดการปัญหาอยู่ตลอดนั่นแหละ...!”
แคนนาที่ยืนมองบารอนวิลเฮล์มและน้องชายของเขาทะเลาะกันไม่เลิกอยู่หลังลูกกรง ได้แต่ขบกรามแน่นจนกล้ามเนื้อใบหน้าตึงเครียด
“เหอะๆ ดูเหมือนพวกเขาจะยุ่งกันมากเลยนะนั่น”
“เรียกว่ายุ่งแต่ปากจะถูกกว่านะ ไปกันต่อเถอะ หนวกหูชะมัด”
คีเซียร์ตอบกลับอย่างรื่นไหลพลางเดินนำออกไปจากตรงนั้น ทิ้งให้ชายสภาพซอมซ่อสองคนที่เพิ่งจะฟัดกันไปหยกๆ ค่อยๆ ห่างออกไปเบื้องหลัง
“ท่านผู้บัญชาการ ท่านมาถึงแล้ว”
“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
ที่ปลายสุดของชั้นใต้ดินที่ 3 ตรงจุดที่เป็นทางเข้าลับสู่ชั้นที่ 4 เอเวอร์และบารอนโคลท์ยืนรออยู่ ทั้งคู่ดูมีท่าทีตื่นเต้นและตึงเครียดในเวลาเดียวกัน ยูเดอร์ประสบสายตากับเอเวอร์ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปสังเกตบารอนโคลท์ที่กำลังสนทนากับคีเซียร์ แล้วเขาก็ต้องชะงักไป
‘คนคนนั้นคือ...?’
เขาได้ยินเรื่องราวมาตั้งแต่เมื่อวาน แต่เพิ่งจะได้เห็นหน้าค่าตากันชัดๆ ในครั้งนี้ ความทรงจำอันเลือนลางจากชาติก่อนผุดขึ้นมาทันทีที่เห็นใบหน้านั้น
‘ใช่ ไม่ผิดแน่ เขาคือคนเพียงไม่กี่คนที่แสดงความเมตตาในระหว่างภารกิจที่ตะวันตกตอนนั้น’
ในดินแดนตะวันตกที่กำลังล่มสลาย สถานที่ที่แม้แต่บารอนวิลเฮล์มแห่งไทน์นูก็ยังหนีเอาตัวรอด ดินแดนรกร้างที่ไม่มีใครต้อนรับหรือหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่กองททารม้า ทว่ากลับมีชายคนหนึ่งที่บังเอิญพบพวกเขาและแสดงความโอบอ้อมอารีออกมา
เขาเป็นคนนำทางชาวบ้านกลุ่มหนึ่งหลบหนี ในขณะที่ยูเดอร์มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านที่พวกเขาเพิ่งหนีมาเพื่อกำจัดมอนสเตอร์ ชายคนนั้นแตกต่างจากคนอื่นที่คอยหลบเลี่ยงกองทหารม้า เขาเตรียมที่พักที่เหมาะสมไว้ให้พวกยูเดอร์และแบ่งปันข้อมูลเกี่ยวกับภูมิประเทศก่อนจะจากไป
ทว่าสิ่งที่ยูเดอร์พบหลังจากกำจัดมอนสเตอร์ในหมู่บ้านเสร็จสิ้น คือกลุ่มของชายคนนั้นที่ถูกฝูงมอนสเตอร์อีกกลุ่มรุมสังหารจนหมดสิ้นในจุดที่ห่างจากที่พวกเขาพบกันครั้งแรกไม่ไกลเลย
‘ตอนนั้นเขาสภาพดูเวทนามาก ข้าไม่คิดเลยว่าเขาจะเป็นถึงขุนนาง’
การพบกันสั้นๆ เพียงไม่กี่นาทีทำให้ยูเดอร์นึกว่าชายคนนั้นเป็นแค่หัวหน้าหมู่บ้านที่พยายามพาราษฎรหนีตาย การที่ได้รู้ความจริงว่าเขาคือบารอน และได้มาพบกันอีกครั้งในรูปแบบนี้ ช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ยูเดอร์ตัดสินใจที่จะเชื่อมั่นในมนุษยธรรมของชายคนนี้เร็วยิ่งกว่าตอนที่คีเซียร์เริ่มสนใจในตัวบารอนโคลท์เสียอีก
“ท่านพบอะไรเข้าล่ะ บารอนโคลท์ ถึงได้ติดต่อเรามาอย่างเร่งด่วนขนาดนี้?”
“ข้ามั่นใจว่าข้าพบเบาะแสที่จะอธิบายวัตถุประสงค์และประวัติศาสตร์ที่แท้จริงของชั้นที่ 4 แห่งนี้ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ จึงถือวิสาสะติดต่อพระองค์ไป ข้าคิดว่ามันจะง่ายกว่าหากพระองค์ลงไปทอดพระเนตรด้วยตาตนเอง”
บารอนโคลท์ในชาตินี้ดูมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์และดูมีการศึกษา สง่าผ่าเผยและเที่ยงตรง ดวงตาภายใต้กรอบแว่นเป็นประกาย ท่าทางที่เป๊ะทุกระเบียบนิ้วบ่งบอกถึงบุคลิกที่เด็ดขาด
ต่อหน้าคีเซียร์ เขาไม่ได้ดูนอบน้อมจนเกินงาม และในขณะเดียวกัน เขาก็ไม่ได้ทำตัวถือดีอยู่เหนือเอเวอร์ ยูเดอร์ หรือแคนนาเลยแม้แต่น้อย
“ได้สิ ลงไปกันเถอะ”
ทันทีที่คีเซียร์พยักหน้า บารอนโคลท์ก็เดินไปหยุดอยู่ที่หน้ากำแพงที่สลักตราประจำตระกูลดยุกไทน์เอาไว้ เขาประทับฝ่ามือลงบนกำแพงนั้น ด้วยบาดแผลเดิมที่ยังไม่สมานดี ทำให้กลไกที่พื้นและกำแพงเริ่มขยับเปิดทางไปสู่ชั้นที่ 4 ทันที
‘ที่นั่นมัน...’
ในขณะที่ทุกคนเดินตามบันไดกลลงไป ประตูก็ปิดลงเบื้องหลังพวกเขา เอเวอร์เป็นคนถือตะเกียงนำทาง
“ดูเหมือนจะ... ต่างจากชั้นบนนะคะ”
แคนนาพึมพำเบาๆ เมื่อก้าวลงมาถึงชั้นที่ 4 ชั้นนี้ดูคล้ายกับชั้นบนแต่กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ต่างออกไป อย่างแรกคือลูกกรงที่กั้นห้องขังไม่ได้ทำจากเหล็กดำ แต่ทำจากหินสีขาว และเพดานก็ดูจะต่ำกว่ามาก
ภายในห้องขังแต่ละห้องมีวงเวทย์ขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่และลึกลับสลักไว้ ดูเหมือนว่าที่นี่คือสถานที่ที่เหยื่อจากการค้ามนุษย์ถูกกุมขังเอาไว้
‘พวกเขาบอกว่าสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยแทบไม่ต้องกินหรือดื่มเมื่ออยู่ในนั้น...’
“มีพื้นที่ว่างอยู่ข้างหน้าครับ ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ข้าลองค้นหาดูเพราะคิดว่ามันต้องมีอะไรซ่อนอยู่แน่ๆ”
บารอนโคลท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“และข้าก็พบตราสัญลักษณ์บนกำแพงด้านหนึ่ง คล้ายกับที่ทางเข้าด้านบน พอข้าลองป้ายเลือดลงไป...”
ในขณะที่เขาพูด พื้นที่ที่เคยดูว่างเปล่าก็เปิดออกเผยให้เห็นภาพตามที่เขาบรรยาย กำแพงด้านหนึ่งถูกเปิดออก และห้องอีห้องหนึ่งที่ซ่อนอยู่ภายในก็ปรากฏแก่สายตา
“ห้องวิจัยของนักเวทถูกเปิดออกแล้วครับ”
“ห้องวิจัยงั้นรึ?”
“ใช่ครับ ดูเหมือนจะเป็นห้องวิจัยของนักเวทในสมัยโบราณ”