บทที่ 428 เจ้ากำลังคิดเรื่องที่อันตรายอยู่ใช่ไหม?

 คีเซียร์เคยกล่าวว่า ต้องใช้เวลาประมาณห้าปีกว่าจะแน่ใจว่าภาชนะถึงขีดจำกัดหลังจากได้รับความเสียหาย จักรพรรดิไคลูซาพยากรณ์ว่าอาจจะสั้นกว่านั้น และแม้พระองค์จะทรงล้มพับไป แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทุกอย่าง

คีเซียร์เอียงคอ จ้องมองเข้าไปในดวงตาสีเข้มที่จ้องตรงมาหาเขาอย่างเด็ดเดี่ยว
“มีอะไรกวนใจเจ้าอยู่งั้นรึ?”
“ตอนนี้ยังยืนยันอะไรไม่ได้ครับ แต่ถ้าหากยังมีเวลาเหลืออยู่ ข้าก็อยากจะลองหาวิธีดู”
คีเซียร์ไม่ชอบความไม่แน่นอน แต่ครั้งนี้เขาไม่มีทางเลือก
ชายที่เคยหัวเราะและพูดจาได้อย่างง่ายดายยามที่พูดถึงความลับที่ตนซุกซ่อนไว้ บัดนี้กลับไร้รอยยิ้ม ข่าวคราวเกี่ยวกับคนในครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวที่เหลืออยู่ ย่อมมีน้ำหนักที่แตกต่างออกไป แม้แต่กับชายที่ไม่เคยพรั่นพรึงต่อภัยพิบัติใดๆ
เมื่อครู่ ยูเดอร์เคยคิดที่จะปล่อยให้จักรพรรดิไคลูซาสิ้นพระชนม์ไปตามยถากรรม ทว่าตั้งแต่ตระหนักถึงความรู้สึกนี้ เขาก็เปลี่ยนใจ
คีเซียร์ยังคงเชื่อมั่นไม่เปลี่ยนแปลงว่าพลังของศิลาสีชาดจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องภาชนะได้ ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ยูเดอร์เองก็ไม่อาจยอมแพ้ง่ายๆ
‘ข้าไม่รู้ว่างานวิจัยเรื่องพลังของศิลาสีชาดก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว แต่ข้ามีประสบการณ์ที่สำคัญเกี่ยวกับเรื่องนั้น ถ้าพลังของศิลาช่วยได้... บางทีข้าอาจจะเข้าไปแทรกแซงได้’
คีเซียร์สังเกตเห็นประกายไฟในดวงตาของยูเดอร์ สีหน้าของเขาจึงเปลี่ยนไปเล็กน้อย คำพูดไม่จำเป็นอีกต่อไปเมื่อความหมายมากมายถูกส่งผ่านสายตาที่ประสานกัน
“เจ้ากำลังคิดเรื่องที่อันตรายอยู่ใช่ไหม?”
“มันเป็นสถานการณ์ที่ท่านต้องหาวิธีการทุกอย่างที่จำเป็นไม่ใช่หรือครับ?”
“เหตุผลที่ข้ายกเรื่องนี้ขึ้นมาคุย ไม่ใช่เพื่อให้เจ้าเข้ามาช่วยเสี่ยงภัยนะ”
“ถ้าเป็นเรื่องนั้นล่ะก็ มันสายไปเสียแล้วครับ”
ยูเดอร์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยแต่หนักแน่น
“สรุปแล้ว ท่านคิดว่าเราเหลือเวลาอีกเท่าไหร่กันแน่ครับ?”
“...”
คีเซียร์ถอนหายใจยาวออกมาจากริมฝีปากที่เผยอค้าง เขาดูเหมือนคนที่พูดไม่ออก ทว่าสายตายังคงจับจ้องที่ยูเดอร์ราวกับถูกมนต์สะกด ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเบาๆ ที่ห้ามไม่อยู่
ยูเดอร์บอกไม่ได้ว่าเขาขำอะไร แต่เขายังคงดื้อรั้นรอคอยคำตอบ
ในที่สุด เสียงที่ชัดเจนก็เอ่ยขึ้น
“หากความเสียหายของเส้นเลือดถึงขีดจำกัด จนเริ่มมีอาการชักและหมดสติ คนที่ทนได้นานที่สุดจากกรณีที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้... สามารถยื้อชีวิตไปได้ประมาณหกเดือน”
หกเดือน... ประมาณครึ่งปี จักรพรรดิไคลูซาในชาติก่อนดูเหมือนจะเสด็จสวรรคตก่อนเวลานั้นด้วยซ้ำ ยูเดอร์รำลึกถึงความจำนั้นแล้วถามต่อ
“แล้วระยะเวลาที่สั้นที่สุดล่ะครับ?”
“อยู่ได้ไม่ถึงเดือนด้วยซ้ำ”
หกเดือน กับไม่ถึงหนึ่งเดือน ทั้งคู่ต่างก็ไม่ถึงปี แต่ความแตกต่างนั้นช่างมหาศาล
หากหินเวทมนตร์ที่มีพลังของศิลาสีชาดที่คีเซียร์ส่งไปให้จักรพรรดิไคลูซาไม่ได้ผลจริงๆ และหากยูเดอร์ไม่สามารถหาวิธีใดๆ ได้ในอนาคต พระองค์ก็คงจะต้องสิ้นพระชนม์อีกครั้งภายในช่วงเวลานั้น
‘ข้าไม่แน่ใจว่าตัวแปรต่างๆ จะพัฒนาไปอย่างไร แต่ข้าพอจะอนุมานได้ว่าเรายังมีเวลาจนกว่าทุกอย่างที่ภาคตะวันตกจะสิ้นสุดลงตามกำหนดการเดิม’
สมองของยูเดอร์เริ่มทำงานอย่างรวดเร็ว เขาถามคำถามอื่นเพื่อรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุด
“คนที่ทนอยู่ได้ถึงหกเดือนคือใครหรือครับ?”
ยูเดอร์สงสัยว่าอาจจะมีเหตุผลพิเศษที่ทำให้คนคนนั้นทนได้นานกว่าคนอื่น แต่คำตอบของคีเซียร์กลับมาพร้อมรอยยิ้มขื่นๆ
“อืม... ถ้าให้พูดตรงๆ คนคนนั้นก็คือข้าเองนี่แหละ”
“ท่านหรือครับ?”
“หลังจากทนมาได้ประมาณ 6 เดือน ข้าก็รู้สึกถึงจุดจบและกลายเป็นแบบนี้ไปเสียก่อน ดังนั้นอาจจะนับเป็นสถิติที่แม่นยำได้ยากหน่อยน่ะนะ”
“......”
คีเซียร์คือคนที่อดทนต่อความเจ็บปวดได้ยาวนานที่สุด
ความรู้สึกหงุดหงิดที่อธิบายไม่ได้พุ่งพล่านในใจของยูเดอร์ทันที
ในชาติก่อน เขาต้องเคยผ่านความเจ็บปวดแบบนี้มาไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ถึงสองครั้งเชียวหรือ? ช่างจินตนาการไม่ออกเลย เพราะก่อนหน้านี้เขาไม่เคยเห็นคีเซียร์หมดสติหรือชักมาก่อน แต่มันต้องเคยเกิดขึ้นแน่ๆ
เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่าต้องใช้ความแข็งแกร่งทางจิตใจขนาดไหนถึงจะผ่านมันมาได้ และนั่นก็ทำให้เกิดคลื่นความปั่นป่วนในใจของยูเดอร์อย่างไม่ทราบสาเหตุ
“ตอนนี้เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก”
คีเซียร์เอ่ยพลางยื่นมือมาขยี้ข้าหน้าม้าของยูเดอร์เบาๆ เขาคงตีความใบหน้าที่ซีดเผือดและไร้อารมณ์ของยูเดอร์ไปในทางนั้น ยูเดอร์หลับตาลงเมื่อถูกสัมผัสก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งเพื่อควบคุมอารมณ์ตนเอง
‘...จริงด้วย’
เรื่องนั้นมันยังไม่เกิดขึ้นในตอนนี้
‘ดังนั้น สิ่งที่เราควรคิดถึงเป็นอันดับแรกคือเรื่องที่สำคัญกว่า’
“เอาละ ในเมื่อเจ้าได้คำตอบแล้ว เจ้าจะบอกข้าได้หรือยังว่า ‘ความคิดอันตราย’ ที่ผู้ช่วยของข้ากำลังคิดอยู่คืออะไร?”
“ก่อนที่จะมาตะวันตก ข้าเคยเห็นและสัมผัสพลังงานในร่างกายของท่านมาแล้วใช่ไหมครับ ท่านผู้บัญชาการ?”
ไม่เพียงแค่สัมผัส เขายังเคยกำจัดพลังงานที่พันกันยุ่งเหยิงบางส่วนออกไปด้วย หลังจากนั้น คีเซียร์ก็ได้รับโชคดีโดยบังเอิญคือ ‘วงจรพลัง’ ที่เริ่มเข้าที่และช่วงเวลาฮีทที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว
แม้เรื่องแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นอีกตั้งแต่นั้นมา ทว่ายูเดอร์ก็สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับพลังที่ถูกดูดซับเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้นผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในตะวันตก
ประสบการณ์เหล่านี้มอบความมั่นใจให้แก่เขาในสิ่งที่เขากำลังจะพูด
“หากท่านผู้บัญชาการอนุญาต ข้าตั้งใจจะลองทำให้เรื่องแบบเดียวกันนั้นเกิดขึ้นอีกครั้งครับ”
“......”
คีเซียร์ไม่ได้ตอบกลับในทันที
หลังจากนิ่งเงียบไปนาน สายตาของเขาที่คอยสังเกตใบหน้าของยูเดอร์ก็เลื่อนลงมาหยุดอยู่ที่มือที่สวมถุงมือของเขา
“เรื่องนั้น... ข้าจำได้ว่าเราตัดสินใจกันแล้วว่าจะไม่ลองอีกจนกว่าจะรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นในตอนนั้นไม่ใช่รึ? ตอนนี้เจ้ามีความมั่นใจที่จะตั้งใจทำให้มันเกิดขึ้นอีกครั้งแล้วงั้นหรือ?”
“เปล่าครับ”
“แล้วทำไมล่ะ?”
“มันยากที่จะยืนยันกับท่านได้อย่างเต็มปาก แต่สถานการณ์ในตอนนี้ต่างจากตอนนั้นครับ เมื่อข้าได้ขับพิษที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายออกไปจนหมด ข้ารู้สึกว่าข้าน่าจะสามารถทำเรื่องเดิมได้อีกครั้ง”
เขาจำความรู้สึกยามที่พลังถูกกระตุ้นจนเดือดพล่านราวกับกองไฟ และบางสิ่งที่หลงเหลือในร่างกายถูกเผาไหม้ไปอย่างชัดเจนหลังจากดื่มยาของอินอน เขาไม่เคยสัมผัสความรู้สึกที่ลางเลือนแต่กลับกลายเป็นชัดเจนขนาดนี้มาก่อนเลย
หากเขาสามารถคว้ามันไว้และดึงมันออกมาได้อีกครั้ง...
ยูเดอร์อธิบายความรู้สึกที่เขาสัมผัสได้และสมมติฐานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของพลังในเชิงบวกที่สุดเท่าที่จะทำได้ คีเซียร์รับฟังอย่างสงบและนิ่งเงียบ
ครู่ต่อมา คำตอบที่ได้ก็ไม่เชิงปฏิเสธเสียทีเดียว
“ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่ามา เจ้าก็อาจจะได้รับผลลัพธ์ที่ดีก็ได้นะ”
“ถ้าอย่างนั้น...”
“แต่ก็นั่นแหละ มันยังยากที่จะรับประกันว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างที่ข้าหวังไว้ แม้จะทำเรื่องเดิมซ้ำอีกครั้งก็ตาม การทดลองเพียงครั้งเดียวอาจล้มเหลว หรือเจ้าอาจจะได้รับบาดเจ็บก็ได้”
เขารู้เรื่องนั้นดี แต่การได้ลองมันไม่ดีกว่าการอยู่เฉยๆ หรอกหรือ? เขาเกือบจะพูดออกไปแล้วเมื่อคีเซียร์เอ่ยขึ้นว่า—
“...งั้นก็ให้ข้าเป็นคนทดสอบก่อน”
“ครับ?”
เมื่อได้ยินคำพูดที่คาดไม่ถึง ยูเดอร์จึงถามย้ำ และคีเซียร์ก็ตอบกลับอย่างใจเย็น
“ข้าเคยตกอยู่ในสภาพเดียวกับฝ่าบาทมาก่อน และในระดับหนึ่งมันก็ยังส่งผลอยู่จนถึงตอนนี้ ดังนั้นถ้าเจ้าลองทำกับข้าก่อนแล้วมันสำเร็จอีกครั้ง โอกาสที่จะล้มเหลวก็จะน้อยลงใช่ไหมล่ะ?”
เหตุผลนั้นฟังขึ้น หากเขาสามารถลองทำเรื่องเดิมได้อีกครั้ง มันย่อมช่วยแก้ปัญหาเรื่องเส้นเลือดของคีเซียร์ได้ด้วย
ทว่าแปลกนักที่เขาไม่อาจยอมรับข้อเสนอนั้นได้โดยง่าย ยูเดอร์จ้องมองใบหน้าของคีเซียร์ที่บอกให้เขาใช้ตนเองเป็นเครื่องมือฝึกซ้อมอย่างไม่ลังเล ชายหนุ่มที่เห็นความลังเลของยูเดอร์คลี่ยิ้มหวานพลางส่ายหน้า
“เจ้ากำลังเสนอวิธีการที่แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่มั่นใจที่จะลองงั้นรึ? ถ้าเป็นอย่างนั้น ข้าก็รับไว้ไม่ได้หรอกนะ”
“...เปล่าครับ ถ้าเราจะร่วมมือกัน แน่นอนว่าข้าจะลองดู”
“ดีมาก ข้าชอบแบบนั้นแหละ”
คีเซียร์วางแก้วสุราที่เหลืออยู่ครึ่งหนึ่งลง
“อันดับแรก จดหมายฉบับนี้ถูกส่งมาจากคนอื่นที่ไม่ใช่ฝ่าบาทเพื่อรายงานสถานการณ์เฉยๆ ดังนั้นข้าตั้งใจจะรอจดหมายฉบับต่อไปจากฝ่าบาทก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวเมื่อไหร่ ส่วนเรื่องที่เจ้าจะลองทดสอบ... เจ้าจะเริ่มได้เมื่อไหร่ล่ะ?”
“ตอนนี้ยังยากครับ หลังจากที่ข้าทำความเข้าใจมันให้ลึกซึ้งกว่านี้อีกนิด... ข้าขอรายงานท่านในคืนพรุ่งนี้ได้ไหมครับ?”
“ได้สิ ไม่เป็นไร”
สีหน้าของคีเซียร์ดูสดชื่นขึ้น ทว่าในทางกลับกัน ยูเดอร์กลับรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย เขาจิบสุราเข้าไปอีกอึกแทนน้ำเปล่า ก่อนจะเหลือบมองจดหมายสองฉบับเบื้องหน้าคีเซียร์ เขารู้เนื้อหาในจดหมายจากวังหลวงหมดแล้ว แต่ยังไม่รู้ข่าวในจดหมายจากกองทหารม้าเลย
“จะว่าไป ในจดหมายจากกองทหารม้ามีเนื้อหาว่าอย่างไรบ้างครับ?”
“อ้อ ฉบับนี้รึ? มีรายงานว่าในเมืองหลวงกำลังวุ่นวายกันยกใหญ่ เพราะดยุกไทน์ถูกเรียกตัวไปสืบสวนเกี่ยวกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ ดูเหมือนบ่อนพนันที่เขาไปบ่อยๆ ก็เริ่มทยอยปิดตัวลงเพราะเรื่องนี้ด้วยล่ะ”
“ข่าวแพร่ไปถึงขนาดนั้นแล้วหรือครับ”
“นั่นเป็นผลจากความเหนื่อยยากของหลายๆ คนที่นั่นน่ะนะ”
ต้องมีคนกี่คนที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเพื่อให้ได้ผลลัพธ์นี้กันนะ? ยูเดอร์นึกถึงสมาชิกกองทหารม้าที่คงกำลังหลั่งเหงื่ออยู่ที่เมืองหลวงและป่าซาเรนที่ยิ่งใหญ่ รวมถึงพรูเอลล์ที่คงจัดการธุระที่เมืองหลวงเสร็จและกำลังเดินทางกลับมาในตอนนี้
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเรียกคีเซียร์
“ท่านผู้บัญชาการ อยู่ข้างในไหมครับ? มีการติดต่อด่วนมาจากทีมจัดการความปลอดภัยครับ”