บทที่ 423 ตายจริง สภาพของท่านช่างดูไม่ได้เลยนะ

 ณ คฤหาสน์ของบารอนวิลเฮล์ม ผู้บุกรุกทุกคนถูกจัดการจนราบคาบ เหล่าขุนนางต่างพากันส่งเสียงโวยวายต่อหน้าคีเซียร์ที่รอจังหวะอยู่แล้ว และในบรรดาคนเหล่านั้น มีชายผู้หนึ่งที่ดึงดูดสายตาด้วยท่าทีที่ไม่ธรรมดา

ยูเดอร์ลอบสังเกตแววตาที่เป็นประกายของคีเซียร์ยามที่เขาเอ่ยถึงชายที่ชื่อ ‘ลอร์ดโคลท์’ และตระหนักได้ว่าคีเซียร์มีความรู้สึกในเชิงบวกต่อชายผู้นี้ไม่น้อย
“...หลังจากจัดการเรื่องนั้นเสร็จ ข้าเลยลองสืบเรื่องของเขาจากขุนนางคนอื่นๆ ดู ปรากฏว่ามีเรื่องน่าสนใจทีเดียวล่ะ”
ยูเดอร์สัมผัสได้ถึงประกายไฟในดวงตาของคีเซียร์ที่เหมือนจะเร่งเร้าให้เขาถามต่อ ยูเดอร์จึงทำตามความต้องการนั้นด้วยการเอ่ยปากถาม
“เรื่องที่ว่านั่นคืออะไรหรือครับ?”
“ลอร์ดโคลท์ก็เหมือนกับบารอนวิลเฮล์ม เขาเคยอยู่ภายใต้การปกครองของดยุกไทน์ เมื่อหลายสิบปีก่อน ตระกูลของเขากับตระกูลวิลเฮล์มร่วมกันดูแลพื้นที่หลายส่วนในแถบตะวันตกของไทน์ใน”
ในอดีตทั้งสองตระกูลต่างก็มีชื่อเสียงและทรงเกียรติ โดยร่วมมือกับท่านดยุกในการนำพาภูมิภาคตะวันตก ทว่าความทะเยอทะยานที่ต้องการผูกขาดอำนาจของบารอนวิลเฮล์มก็ค่อยๆ กัดเซาะความสัมพันธ์นั้นลง ในสมัยของดยุกไทน์องค์ก่อน เรื่องนี้ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น จนในที่สุดตระกูลโคลท์ก็สูญเสียทุกอย่างและเผชิญกับภาวะล้มละลาย
ถึงกระนั้น ชื่อเสียงของตระกูลที่สั่งสมมานานจากการดูแลไทน์ในก็ยังไม่เลือนหายไป แม้จะตกต่ำลงแต่ตระกูลโคลท์ก็ไม่เคยหยุดอุทิศตนเพื่อภูมิภาคตะวันตก
ลอร์ดโคลท์คนปัจจุบันยังคงเป็นผู้อุปถัมภ์วิหารเล็กๆ ที่บรรพบุรุษของเขาเคยสนับสนุน และคอยช่วยเหลือเด็กกำพร้าให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ นอกจากนี้เขายังเป็นปราชญ์ที่มีชื่อเสียงพอตัว
ดูเหมือนว่าบารอนวิลเฮล์มมักจะแสดงความเกรี้ยวกราดเป็นการส่วนตัวบ่อยครั้ง โดยบ่นว่าลอร์ดโคลท์ยังเผยอทำตัวสำคัญในไทน์ในทั้งที่ไม่มีอะไรเหลือ ดังนั้นแทนที่จะตัดขาดความสัมพันธ์ทั้งหมด บารอนกลับสนุกกับการเรียกเขามาในงานเช่นนี้เพื่อหาเรื่องกดหัวอยู่เสมอ เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ว่าลอร์ดโคลท์ยังคงยอมมาทั้งที่รู้ว่าจะต้องถูกดูแคลน เขาก็คงไม่ใช่คนโง่เขลาทั่วไปแน่นอน
แม้คีเซียร์จะเรียกเขาว่าคนโง่ แต่แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความปรารถนาที่จะได้พบกับผู้มีพรสวรรค์ที่ตนต้องการ
“ดูเหมือนท่านจะอารมณ์ดีนะครับ”
“ข้ารึ?”
คีเซียร์คลี่ยิ้มพลางเอื้อมมือไปลูบหน้าผากของยูเดอร์เบาๆ
“ใช่แล้ว ข้าชอบคนประเภทนั้นมากเชียวล่ะ... มากจริงๆ”
“...”
สายตาของเขานั้นช่างจริงใจ และยูเดอร์ก็รู้ดีว่า ‘คนประเภทนั้น’ ที่เขาพูดถึงย่อมหมายรวมถึงตัวเขาด้วย คำว่า “ข้าชอบ” ที่หลุดออกมานั้นฟังดูแปลกหูอย่างบอกไม่ถูก ยูเดอร์จึงเลือกที่จะเงียบและไม่ตอบสิ่งใด ชายหนุ่มตรงหน้าเอียงคอพลางพรายยิ้มราวกับนึกสนุกที่เห็นปฏิกิริยาเช่นนี้
“จะว่าไป ข้ากำลังพิจารณาความเป็นไปได้ที่ว่า ลอร์ดโคลท์อาจจะเป็นหนึ่งในแหล่งข่าวลับของพรูเอลล์ แวน ไทน์ เรื่องนี้คงจะชัดเจนขึ้นเมื่อข้าได้สืบสวนลงลึกกว่านี้”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นครับ”
พรูเอลล์ได้รับข้อมูลมากมายผ่านสหายในวัยเด็กที่ไทน์ใน ใครกันแน่ที่เป็นคนบอกข้อมูลเหล่านั้นยังคงเป็นความลับ ทว่าคุณภาพและความรวดเร็วของข่าวสารที่เขาได้รับมาตลอด แสดงให้เห็นว่ามันไม่ได้มาจากแค่พวกที่ทำงานรับใช้อยู่ใต้คำสั่งของเขาเท่านั้น
“แล้วหลังจากที่รู้เรื่องของเขามากขึ้นแล้ว ท่านตั้งใจจะทำอย่างไรต่อครับ?”
“ก็ต้องใช้เขาให้เป็นประโยชน์สิ”
คีเซียร์ตอบโดยไม่ลังเล
“ข้าเคยลังเลอยู่ว่าจะแนะนำใครให้มาดูแลกิจการในตะวันตกหลังจากที่อิทธิพลของบารอนวิลเฮล์มจางหายไป ข้ารู้สึกละอายใจที่ไม่รู้จะเขียนชื่อใครลงในจดหมายส่งถึงฝ่าบาท แต่ตอนนี้ข้าสามารถเขียนได้อย่างมั่นใจแล้วล่ะ โล่งอกไปที”
แววตาแดงก่ำคู่นั้นทอประกายแห่งความพึงพอใจ ยูเดอร์นิ่งเงียบพลางครุ่นคิดในใจ
‘มันช่างแตกต่างจากชีวิตในชาติก่อนของข้าเหลือเกิน’
ในชีวิตก่อนหน้า ภูมิภาคตะวันตกถูกทำลายย่อยยับจากการปรากฏตัวของเหล่ามอนสเตอร์จำนวนมหาศาล การฟื้นฟูตะวันตกผ่านการค้าเป็นนโยบายที่จักรพรรดิคาร์เซียนให้คำมั่นไว้ ทว่าความล้มเหลวของมันส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเชื่องช้า ยกเว้นขุนนางเพียงไม่กี่คนที่ได้รับผลประโยชน์จากนโยบายนั้น คนส่วนใหญ่ต่างสูญเสียบ้านเรือนและทรัพย์สินไปจนหมดสิ้น
เมื่อราษฎรยากจนลง ภูมิภาคตะวันตกก็กลายเป็นแหล่งซ่องสุมอาชญากรรม เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึก แม้แต่ขุนนางที่พำนักอยู่ที่นั่นมาหลายชั่วอายุคนยังยากจะรับมือ และแทบไม่มีใครเต็มใจที่จะแบกรับหน้าที่นี้เลย
ในบรรดาทั้งหมด กรณีของไทน์ในนั้นเข้าขั้นเลวร้ายที่สุด มีเสียงตัดพ้อซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากดยุกไทน์ที่ไม่สามารถหาคนที่มีความสามารถเหมาะสมมาบริหารไทน์ในซึ่งเป็นเขตปกครองของตนได้
นั่นหมายความว่า ดยุกไทน์ในตอนนั้นสูญเสียศรัทธาจากประชาชนในตะวันตกไปโดยสิ้นเชิง ไม่เหมือนกับตอนนี้
ทว่าหากมีคนอย่างลอร์ดโคลท์มาบริหารไทน์ร่วมกับผู้สืบทอดของดยุกไทน์—ซึ่งก็คือน้องชายของพรูเอลล์—เมืองนี้ย่อมสามารถถือกำเนิดใหม่เป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่าที่เคยเป็นมา
ตอนนี้จะไม่มีการรุกรานของมอนสเตอร์ ไม่มีเมืองที่ล่มสลาย และไม่มีผู้คนที่หน้ามืดตามัวเพราะความโลภที่จ้องจะซื้อขายทุกอย่างไม่ว่ามันคืออะไรก็ตาม
“...ดีเหลือเกินครับ มันจะเป็นโชคดีของคนที่นี่จริงๆ”
ยูเดอร์รู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก และริมฝีปากของเขาก็ขยับเป็นรอยยิ้ม
“เจ้าคงมีความผูกพันลึกซึ้งกับภาคตะวันตกสินะ? ดูสิว่าเจ้ามีความสุขขนาดไหน”
คีเซียร์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
ทั้งสองสบตากันในความเงียบงันของความมืด
‘อา... ข้าเข้าใจแล้ว’
ยูเดอร์ตระหนักได้ทันทีว่า คีเซียร์ในตอนนี้ไม่มีทางรู้สาเหตุที่แท้จริงของความยินดีนี้ได้เลย
แม้จะเป็นเรื่องปกติธรรมดา ทว่าความรู้สึกที่ยากจะอธิบายก็ถาโถมเข้าใส่เขา จนความยินดีนั้นค่อยๆ มอดดับลง
เขานิ่งเงียบอยู่นานก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงปกติ
“...ครับ คงจะเป็นเช่นนั้น”
ดวงตาสีแดงคู่นั้นจ้องมองริมฝีปากที่สงบนิ่งของเขาอยู่เป็นเวลานาน
“มีใครอยู่ข้างนอกไหม! ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้!”
บารอนวิลเฮล์มซึ่งถูกขังอยู่ที่ชั้นใต้ดินชั้นสามของทีมจัดการความปลอดภัย รู้สึกผิดหวังไม่น้อยที่ไม่มีใครมาหาเลยแม้เขาจะแผดเสียงตะโกนมาตลอดทั้งคืน
ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก่อนช่างน่าสยดสยองนัก ทั้งพวกผู้บุกรุกปริศนาที่จ้องจะเอาชีวิตเขาตอนที่เขากำลังขนย้าย ‘ม้า’ ที่ดยุกไทน์ฝากฝังไว้ ทั้งพวกพ่อค้าฝ่ายใต้จอมทรยศที่ทิ้งเขาหนีไป และกองทหารม้าที่เข้ามารวบตัวเขาอย่างไม่ลังเลแล้วโยนเขามาไว้ที่นี่
สิ่งที่ทำให้เขาโกรธแค้นที่สุด ย่อมไม่พ้นเรื่องหลังนี้
“ไอ้พวกชั้นต่ำ... กล้าดียังไงมาขังข้าไว้ในที่แบบนี้...!”
แม้จะมีความเข้าใจผิดอยู่บ้าง แต่โดยพฤตินัยเขาคือผู้ปกครองไทน์ใน เป็นถึงขุนนางผู้สูงศักดิ์ ต่อให้กำลังถูกสืบสวน อย่างน้อยเขาก็ควรจะถูกส่งตัวกลับไปกักบริเวณที่บ้านพักก่อน เขาไม่เคยได้ยินว่าขุนนางจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อนเลย ช่างยอดแย่ที่สุด
ท่านบารอนเฝ้าครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสิ่งที่จะพูดหลังจากหลุดพ้นจากที่นี่ แม้จะไม่มีใครฟังและดูเป็นความพยายามที่ไร้ค่า แต่มันก็ช่วยไม่ได้ เพราะคุกแห่งนี้มันหนาวเย็นเกินไป
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าคุกมันจะหนาวสั่นได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่เขาเคยมาเยือนที่นี่บ่อยครั้ง
ลมดูเหมือนจะพัดมาจากที่ไหนสักแห่ง และไม่ว่าเขาจะพันกายด้วยผ้าคลุมแน่นหนาเพียงใด ความหนาวเหน็บก็ไม่จางหายไปเลย พื้นหินที่ไร้แม้แต่ฟางสักเส้นรองนอนนั้นช่างแข็งกระด้างและเจ็บปวดจนเขาขนลุกทุกครั้งที่สัมผัส ไม่มีทหารยามเดินตรวจตรา ไม่มีใครให้เขาถามถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เขาไม่ได้รับความช่วยเหลือใดๆ ไม่ว่าจะตะโกนจนคอแตกแค่ไหน และไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่จะบอกเขาว่าเกิดอะไรขึ้นภายนอก
‘ข้าต้องรีบรายงานเรื่องนี้ให้ดยุกไทน์ทราบทันที’
งานประมูลจะต้องดำเนินต่อไปอย่างแน่นอนแม้จะไม่มีเขาอยู่ก็ตาม มันต้องเป็นอย่างนั้น ต่อให้ไอ้พวกทหารม้าป่าเถื่อนนั่นจะได้ยิน ‘คำพูด’ อะไรเกี่ยวกับข้า การหาหลักฐานก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย พวกมันไม่ควรจะกล้าทำกับข้าขนาดนี้เพียงเพราะคำพูดของไอ้พวกไพร่ชั้นต่ำ
‘ถ้าหากท่านดยุกไทน์รู้เรื่องนี้เข้า...’
ขณะที่เขากำลังขดตัวสั่นเทิ้มด้วยความคิดนั้น จู่ๆ ก็มีเสียงประตูเปิดดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง เสียงฝีเท้าที่ดังมาไม่ใช่แค่คนเดียว แต่เป็นหลายคน ท่านบารอนที่ตกใจจนรีบผุดลุกขึ้นคว้าลูกกรงคุกไว้แน่นแล้วแผดเสียงตะโกนสุดแรง
ทว่าเพียงครู่เดียว เมื่อบารอนวิลเฮล์มจำได้ว่าใครเป็นคนที่กำลังเดินตรงมายังห้องขังของเขา ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
“นะ... นี่มันอะไรกัน...?”
“...”
กลุ่มคนที่เดินตามเหล่าทหารมาในสภาพกึ่งหมดสติและเนื้อตัวเปรอะเปื้อนดินนั้น วิลเฮล์มรู้จักเป็นอย่างดี
พวกเขาคือพวกขุนนางจากตระกูลอัฟเฟโต้ที่มาพำนักอยู่ในไทน์ในได้สักพักเพราะเหตุการณ์ไม่สู้ดีในเมืองหลวง เหตุใดคนพวกนี้ที่ควรจะเข้าร่วมงานประมูลเมื่อคืน ถึงได้มาอยู่ที่นี่ในสภาพเช่นนี้ได้?
ในขณะที่บารอนวิลเฮล์มยังไม่ทันจะได้พูดอะไรต่อ คนเหล่านั้นก็หายลับเข้าไปในโซนอื่นโดยที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น ไม่นานนัก ทหารที่คุมตัวพวกนั้นไปก็เดินกลับมา บารอนเพิ่งจะได้สติและรีบเขย่าลูกกรงเหล็กอีกครั้ง
“นี่! ฟังข้า! ปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้! พวกเจ้าไม่รู้หรือว่าข้าเป็นใคร? ข้าคือประมุขแห่งตระกูล บารอนวิลเฮล์มนะ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าทหารก็หยุดชะงัก ทหารเจ้าหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ถ้ารออีกนิด เดี๋ยวก็ถึงคิวของท่านแล้ว คนอื่นๆ กำลังทยอยมา”
“อะไรนะ? รอหรือ? เจ้าหมายความว่ายังไงที่ให้ข้ารอ! ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้! ดยุกเปเลต้าอยู่ที่ไหน หรือไม่ก็เรียกผู้บัญชาการอัศวินแห่งไทน์ในมาหาข้า! ทำไมถึงไม่มีใครโผล่หัวมาสักคนทั้งที่ข้าอยู่ที่นี่!”
ทหารพวกนั้นมองดูความเกรี้ยวกราดของเขาแล้วก็เดินจากไปโดยไม่ตอบคำถาม
ไอ้พวกนี้มีชีวิตอยู่ได้ด้วยเงินที่ข้าเจียดให้แท้ๆ มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่? เขาตกใจจนตะโกนเรียกให้พวกนั้นกลับมา แต่เสียงฝีเท้าก็ค่อยๆ เลือนหายไปในความไกล ท่านบารอนถูกทิ้งไว้ตามลำพังอีกครั้ง
มันต้องมีบางอย่างผิดพลาดไปแน่ๆ
ต้องมีบางอย่างผิดปกติ และความจริงที่ว่าเขาไม่รู้แม้กระทั่งว่ามันคืออะไรกำลังทำให้เขาแทบคลั่ง
ท่านบารอนกำลูกกรงเหล็กแน่น อยากจะกรีดร้องออกมาด้วยความกังวล
เวลาผ่านไปนานโข ในที่สุดเขาก็ถูกทหารนำตัวออกจากห้องขัง
“...ตายจริง สภาพของท่านช่างดูไม่ได้เลยนะ ทั้งที่ผ่านไปแค่คืนเดียวแท้ๆ”
ภายในห้องสอบสวนที่จัดเตรียมไว้ในทีมจัดการความปลอดภัย ดยุกเปเลต้าหันมามองทางบารอนวิลเฮล์มพลางคลี่ยิ้ม... รอยยิ้มที่ช่างดูสดใสแต่แฝงไว้ด้วยความคุกคามอย่างยิ่ง