บทที่ 422

 “ถ้าอย่างนั้น ข้าขอตัวก่อน”

“อา ยูเดอร์ เจ้าเอาสิ่งนี้ไปด้วยสิ”
ขณะที่ยูเดอร์กำลังจะก้าวออกไป แคนนาก็ยื่นปึกกระดาษที่นางถือไว้แน่นมาให้ ปึกกระดาษธรรมดาที่มัดด้วยเชือกเส้นนี้คือรายชื่อของผู้ที่เข้าร่วมการประมูลในวันนี้
นอกจากรายชื่อแขกเหรื่อแล้ว รายชื่อที่รวมถึงผู้ที่จัดเตรียมงานประมูลและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด จะเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญในการมัดตัวและพิสูจน์การกระทำอันไม่เป็นธรรมของใครบางคนในภายหลัง
“ฝากส่งต่อให้ท่านผู้บัญชาการด้วยนะ แล้วเจอกัน!”
“ตกลง”
ยูเดอร์พยักหน้าแล้วทะยานตัวขึ้นสู่ห้วงอากาศ ทิ้งภาพของเอเวอร์และแคนนาที่กำลังโบกมือลาไว้เบื้องหลัง
แม้การเดินทางขามาจะดูสั้นนิดเดียว แต่ขากลับเขากลับรู้สึกว่ามันช่างยาวไกลและเชื่องช้าอย่างประหลาด ไม่ว่าเขาจะเร่งความเร็วเพียงใด หรือทะยานตัวสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว คฤหาสน์ของบารอนวิลเฮล์มก็ยังดูเหมือนจะอยู่อีกไกลแสนไกล
เหตุผลนั้นเรียบง่าย... เป็นเพราะความกระวนกระวายใจที่อยากกลับไปให้เร็วกว่านี้เพียงนิดก็ยังดี
ในชีวิตที่แล้ว การเดินทางกลับหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจไม่เคยให้ความรู้สึกที่ล่าช้าและน่าอึดอัดเช่นนี้มาก่อน เพราะไม่มีเหตุผลให้ต้องรีบกลับ และไม่มีใครที่รอคอยการพบเจออยู่เลย
ทว่าในตอนนี้ ยูเดอร์กลับรู้สึกเสียดายเหลือเกินที่เขาไม่สามารถวิ่งให้เร็วกว่านี้ได้อีก
เขาทะยานผ่านสายลม ข้ามยอดหลังคาหลายต่อหลายแห่ง เงาร่างวูบไหวพาดผ่านกิ่งไม้ใหญ่แล้วพุ่งทะลุผ่านน่านฟ้าของไทน์ในยามราตรี ฝีเท้าของเขาเร็วเสียจนคนทั่วไปไม่อาจสังเกตเห็นการมาถึง ในที่สุด ประตูทางเข้าคฤหาสน์ของบารอนวิลเฮล์มก็ปรากฏแก่สายตา
หน้าต่างสองบานที่เขาเพิ่งลอบหนีออกมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนยังคงเปิดกว้างอยู่
โดยไม่เสียเวลาคิด ยูเดอร์รวบรวมพลังทั้งหมดไว้ที่ฝ่าเท้า สายลมรุนแรงโอบล้อมรอบขาก่อนจะระเบิดออก ส่งตัวเขาพุ่งทะยานขึ้นสู่เวหา เขากระโดดข้ามรั้วเหล็กแหลมคมมาได้อย่างไร้รอยขีดข่วนราวกับปักษี แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นดวงตาสีแดงคู่หนึ่งที่กำลังจ้องมองมาจากหน้าต่างบานที่เปิดอยู่นั้น
ในเสี้ยววินาทีนั้น กาลเวลารอบกายดูเหมือนจะช้าลงจนไร้ขีดจำกัด ประสาทสัมผัสที่เคยเฉียบคมกลับพร่าเลือน ความกระวนกระวายใจที่สั่งสมมามอดดับลงราวกับไม้ขีดไฟที่เปียกชื้น
เหลือเพียงดวงตาคู่นั้นที่ให้ความรู้สึกราวกับเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ในโลกใบนี้
ความสุขฉายชัดและเปล่งประกายในดวงตาของคีเซียร์ขณะที่เขาพิงขอบหน้าต่าง พลางอ้าแขนออกกว้างโดยไม่ลังเล
ก่อนที่จะทันได้คิดว่ามันหมายความว่าอย่างไร ยูเดอร์ก็ทะยานฝ่าลมอีกครั้ง กระโดดเข้าหาหน้าต่างบานนั้น และถูกอ้อมแขนอันแข็งแกร่งโอบกอดไว้ด้วยความโหยหา ร่างของคนทั้งสองล้มลงบนพื้นห้องพลางพากันล้มกลิ้งไปด้วยกัน
ยูเดอร์ซบลงบนอกของคีเซียร์พลางหอบหายใจ ไออุ่นจากร่างกายเบื้องล่างโอบล้อมเขาไว้ในทุกจังหวะการขยับขึ้นลงของแผ่นอก
“เดินทางสนุกไหม?”
ราวกับกำลังซึมซับกลิ่นกายของเขา เสียงที่แฝงด้วยรอยยิ้มกระซิบข้างหูในขณะที่เขาถอนหายใจยาว
“...ครับ”
“บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?”
“ไม่มีครับ”
คีเซียร์ลูบไล้แผ่นหลัง แขน และขาของยูเดอร์ราวกับจะย้ำเตือนให้มั่นใจ และเมื่อปลายนิ้วเลื่อนมาถึงต้นคอ เขาก็ดึงฮู้ดที่คลุมศีรษะออก เผยให้เห็นเส้นข้าสีดำที่ยุ่งเหยิงและดวงตาที่ยังทอประกายสีทองจางๆ
คีเซียร์เกลี่ยแก้มที่เนียนละเอียดและซีดเผือดไร้รอยแผลนั้น ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ
“งั้นรึ”
“ก่อนอื่น... ช่วยรับสิ่งนี้ไว้ด้วยครับ”
ยูเดอร์รีบยื่นสมุดรายชื่อให้คีเซียร์เพื่อความแน่ใจว่าจะไม่ทำมันหล่น ยูเดอร์รู้ดีกว่าใครว่าข้างในนั้นมีอะไร และมันสำคัญเพียงใด ทว่าคีเซียร์ที่ดูไม่ยี่หระกลับไม่แม้แต่จะเปิดมันออกดู เขาเพียงแต่วางมันไว้ข้างตัวเฉยๆ ดูเหมือนการได้โอบกอดและซึมซับกลิ่นอายของยูเดอร์จะสำคัญกว่า เพราะสัมผัสจากมือของเขานั้นช่างนุ่มนวลและเต็มไปด้วยความเสน่หา
ทุกครั้งที่ถูกสัมผัส ขนกายของยูเดอร์จะลุกชัน แต่เขากลับแทบจำไม่ได้ว่าเคยรู้สึกแบบนี้ที่ไหนและเมื่อไหร่
“เอาล่ะ ปล่อยข้าได้แล้วครับ ท่านไม่หนักหรือ?”
“ตรงกันข้ามเลย เจ้าเบาเสียจนเป็นปัญหาเสียมากกว่า ขออยู่แบบนี้ต่ออีกสักนิด...”
หากเป็นเมื่อก่อน ยูเดอร์คงจะรีบลุกขึ้นทันทีไม่ว่าคีเซียร์จะสั่งหรือไม่ แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ยูเดอร์นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะปล่อยตัวตามสบาย คีเซียร์จุมพิตเบาๆ ที่ปลายจมูกของเขา ราวกับจะบอกว่าเขาทำได้ดีที่สุดแล้ว
บนพื้นห้อง ไม่ใช่แม้แต่บนเตียง การนอนทับบนร่างของดยุกเช่นนี้ช่างดูอาจหาญนัก ทว่าเขากลับรู้สึกเหมือนได้กลับมายังสถานที่ที่เขาควรจะอยู่ และถูกโอบอุ้มด้วยความรู้สึกปลอดภัยอันลึกซึ้ง
“แต่ว่า...”
“หืม?”
“ทำไมเสื้อผ้าของท่านถึงหลุดลุ่ยแบบนั้นล่ะครับ เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อสติของยูเดอร์เริ่มกลับเข้าที่เข้าทางและความสุขุมตามปกติกลับคืนมา เขาก็สังเกตเห็นสิ่งที่มองข้ามไปในตอนแรก
ภายใต้แสงสลัวจากตะเกียงที่ขับกล่อมความมืด คีเซียร์อยู่ในสภาพที่กึ่งเปลือยมากกว่าตอนที่เขาทิ้งไป เสื้อผ้าของเขาหมิ่นเหม่จนเผยให้เห็นร่างกายมากกว่าตอนที่พวกเขานอนร่วมเตียงกันเสียอีก
แน่นอนว่าคีเซียร์วางแผนจะแกล้งทำเป็นนอนหลับพร้อมกับยูเดอร์ที่นี่เพื่อรอเวลา แต่เขาไม่ได้บอกเสียหน่อยว่าจะต้องเปลือยขนาดนี้ พวกเขาวางแผนจะแทรกซึมคฤหาสน์บารอนวิลเฮล์ม และคีเซียร์ควรจะเป็นคนเผด็จศึกสุดท้ายหลังจากจัดการพวกผู้บุกรุกหมดแล้ว หรือว่าเขาจะยังจัดการไม่เสร็จ?
คีเซียร์ผุดยิ้มเจ้าเล่ห์และดูลึกลับก่อนจะตอบคำถามของยูเดอร์
“ข้าจัดการทุกอย่างที่นี่ตามแผนเรียบร้อยแล้ว แม้ข้าจะปล่อยให้นาฮันหนีไปได้ก็เถอะ เจ้าเองก็รู้ใช่ไหมว่าเขามาที่นี่?”
“อา ครับ ข้าเดาว่าเขาน่าจะมา เพราะเขาหายไปจากทีมจัดการความปลอดภัยและไม่อยู่ในโรงประมูล แต่ท่านกลับพลาดท่าให้เขา... แล้วท่านนาธาน ซัคเกอร์แมน ปลอดภัยดีไหมครับ?”
หากนาฮันและพรรคพวกมาที่คฤหาสน์บารอนวิลเฮล์มเพื่อสังหารเกรแฮม วิลเฮล์ม ตามที่คีเซียร์คาดการณ์ไว้ นาธาน ซัคเกอร์แมน ย่อมต้องเป็นผู้รับมือ คีเซียร์ตัดสินใจเช่นนั้น และยูเดอร์ผู้มั่นใจว่านาธานจะไม่มีวันพ่ายแพ้ต่อนาฮันหรือผู้ปลุกพลังคนอื่นง่ายๆ ก็รอฟังผลอย่างใจจดใจจ่อ
“ไม่เป็นไรหรอก ดูเหมือนเขาจะเสียหน้านิดหน่อยที่จับตัวโฮซันนาที่มีพลังเทเลพอร์ตได้แล้ว แต่ก็ยังปล่อยให้นาฮันหนีไปได้”
ขนาดถูกจับได้ก่อนแท้ๆ ยังอุตส่าห์หนีจากเงื้อมมือนาธาน ซัคเกอร์แมน ไปได้คนเดียวรึ? ช่างน่ารำคาญนักที่หมอนั่นเชี่ยวชาญการหนีถึงเพียงนี้
‘แต่ฝั่งเราเองก็มีคนที่เชี่ยวชาญการหนีเหมือนกันนี่นา’
“จริงๆ แล้ว ฝั่งเราเองก็พลาดท่าเสียพ่อค้าฝ่ายใต้ไปบางส่วนเหมือนกันครับ เพราะมีเส้นทางลับที่ข้าไม่เคยรู้มาก่อน”
ยูเดอร์ยอมรับความพ่ายแพ้ของตนพลางนึกถึงแคนนา ก่อนจะเสริมต่ออีกประโยค
“นั่นเป็นความผิดของข้าส่วนใหญ่ ถ้าหากต้องมีการลงโทษ ก็ขอให้ลงโทษที่ข้าเถอะครับ”
“ทำไมถึงกลายเป็นความผิดของผู้ช่วยของข้าไปได้ล่ะ?”
ในที่สุดคีเซียร์ก็ลุกขึ้นนั่ง สายตาคมกริบจ้องมองใบหน้าของยูเดอร์ราวกับกำลังค้นหาบางอย่าง ยูเดอร์กะพริบตาปริบๆ เพิ่งสังเกตเห็นว่าคีเซียร์ไม่เพียงแต่สวมเสื้อผ้ากึ่งเปลือย แต่ยังไม่สวมรองเท้าอีกด้วย รูปลักษณ์ของเขาดูเร้นลับเสียจนยูเดอร์คาดเดาไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้น
“มีเรื่องอื่นนอกจากทางลับนั่นอีกหรือ?”
บุรุษผู้นั่งเอกเขนกบนเก้าอี้โดยไม่แยแสเท้าเปลือยเปล่าของตนเอ่ยถามขึ้น
ยูเดอร์รายงานสั้นๆ เกี่ยวกับการกลับมาของแคนนาโดยบังเอิญ ซึ่งนับเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยให้พวกเขามีชัย และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างภารกิจ มีเหตุไม่คาดฝันอยู่บ้าง เช่น อาการบาดเจ็บของโรเบลตอนเผชิญหน้ากับดวงดาวแห่งนากราน การที่เออร์ซีเกือบจะคลุ้มคลั่ง หรือการพบคนของตระกูลอัฟเฟโต้ที่กำลังหลบหนีท่ามกลางแขกเหรื่อ แต่คีเซียร์ยังคงพยักหน้าเบาๆ รับรู้ว่าพวกเขาสามารถจัดการทุกอย่างได้ตามแผนที่วางไว้
“เป็นอย่างนั้นเองรึ แคนนากลับมาได้จังหวะพอดีจริงๆ”
“ครับ”
“สรุปว่า เหตุผลที่เจ้าพยายามรับผิดเรื่องการหนีไปของพวกพ่อค้าฝ่ายใต้ ก็เป็นเพราะเรื่องนั้นสินะ?”
“.....”
ความเงียบคือคำตอบที่ดีที่สุด ชายหนุ่มผู้รู้ทันความพยายามของยูเดอร์ที่ต้องการปกป้องแคนนาและยอมรับผิดแทนตนเอง เขาหลับตาลงแล้วหัวเราะร่าออกมา
“ข้านึกว่าเจ้าปกปิดเรื่องร้ายแรงอะไรอยู่เสียอีกตอนที่จู่ๆ ก็มารับผิดแทนคนอื่น แต่พอรู้ว่าเป็นเพราะมิตรภาพอันอบอุ่นแบบนี้ ข้าก็ค่อยโล่งใจหน่อย”
ยูเดอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดว่าคีเซียร์จะมองคำพูดของเขาเป็นเช่นนั้น
“ข้าไม่คิดว่าท่านผู้บัญชาการจะมองแบบนั้น ขออภัยด้วยครับ”
“ไม่หรอก ไม่เป็นไรเลย มันแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพที่ดีต่างหาก ข้าแค่รู้สึกว่ามันน่ารักดีน่ะ อย่ากังวลไปเลย”
คีเซียร์หัวเราะอีกนิดก่อนจะยื่นมือมาทางยูเดอร์
“มานั่งนี่สิ ระหว่างที่เจ้าไม่อยู่ ที่นี่ก็มีเรื่องเกิดขึ้นมากมายเหมือนกัน เจ้าควรจะรู้เรื่องที่ควรต้องรู้ไว้ก่อนจะไป”
“มีเรื่องอื่นนอกจากเรื่องที่นาฮันหนีไปอีกหรือครับ? อ้อ หรือว่าเกิดปัญหาที่ข้ากลับมาสาย?”
“อืม... ถ้าจะบอกว่าคล้ายกัน มันก็คล้ายล่ะนะ”
ยูเดอร์กำลังจะบอกว่าเขาไม่สนแม้แต่น้อยหากจะมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่าเขาอยู่ในห้องพักกับคีเซียร์นานหลายชั่วโมง แต่คีเซียร์กลับชิงพูดขึ้นก่อน
“ก็นะ ดยุกเปเลต้าก็แค่ทำในสิ่งที่ดยุกเปเลต้าควรจะทำ และการได้เจอตัวละครที่น่าสนใจในระหว่างนั้นก็ถือเป็นของแถมชั้นดีเลยล่ะ”
ด้วยใบหน้าที่ดูร่าเริงและสดชื่นอย่างยิ่ง ชายหนุ่มที่พูดจาราวกับกำลังล้อเล่นก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเขา
ยูเดอร์ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ โดยไม่ยอมให้คำพูดแม้แต่คำเดียวของเขาหลุดรอดไปได้