"...เอ๋?"
ใบหน้าของลอร์ดโมเอ็ตที่เพิ่งจะกลับมาสงบลงได้เพราะคำยินยอมของคีเซียร์ กลับเต็มไปด้วยความฉงนสงสัยอีกครั้ง"ท่านกำลังพูดเรื่องอะไรกันพ่ะย่ะค่ะ?"
"ต้องขออภัยด้วย แต่คนที่อยู่กับข้าในห้องนี้เป็นเพียงผู้ช่วยของข้า และเขายังได้รับบรรดาศักดิ์ 'ยูเดอร์ ไอร์' จากองค์จักรพรรดิอีกด้วย ข้าไม่รู้จักใครที่ชื่อ 'ยูเด อัล' หรอกนะ ดังนั้นข้าคงรับคำขอของเจ้าไม่ได้ เห็นทีข้าคงต้องกลับไปพักผ่อนต่อเสียแล้ว"
คีเซียร์ย้ำคำตอบเดิมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลก่อนจะปิดประตูลงอีกครั้ง ท่ามกลางความเงียบงันที่เกิดขึ้น ลอร์ดโมเอ็ตยืนตะลึงพรึงเพริดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเริ่มได้สติและครุ่นคิดอย่างหนัก
ไม่ใช่ว่าการจำชื่อหรือบรรดาศักดิ์ของสามัญชนคนหนึ่งจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แต่ถ้าเป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากองค์จักรพรรดิโดยตรง สถานการณ์ย่อมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
แม้ไม่มีใครสงสัยว่าผู้ครองบัลลังก์จะเปลี่ยนมือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่จนถึงวินาทีนี้ จักรพรรดิไคลูซายังคงประทับอยู่บนบัลลังก์ และชายที่อยู่ในห้องนั้นก็เป็นถึงพระอนุชาสายเลือดเดียวกับองค์จักรพรรดิและมีฐานันดรเป็นถึงดยุก
หากคนผู้นั้นมองว่าความผิดพลาดเล็กน้อยนี้เป็นการจงใจดูหมิ่นองค์จักรพรรดิ เรื่องนี้คงบานปลายจนกลายเป็นปัญหาใหญ่แน่
"ฝ่าบาท ฝ่าบาท! กระหม่อมพูดผิดไปเพราะไม่ทราบสถานการณ์พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมหมายถึง... อยากให้ผู้ช่วยของท่าน ยู...เดอร์ ไอร์ ออกมาจัดการเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ หากมีความเข้าใจผิดประการใด...!"
"อืม... เจ้าหมายถึงผู้ช่วยของข้า ยูเดอร์ ไอร์ สินะ?"
ประตูเปิดออกอีกครั้ง เผยให้เห็นดวงตาสีแดงคู่เดิม ลอร์ดโมเอ็ตพยักหน้าหงึกหงักอย่างรวดเร็ว
"พ่ะย่ะค่ะ"
"แต่มันก็น่าสับสนอยู่ดีนะ ต่อให้เจ้าจะไม่รู้สถานการณ์ข้างใน แต่เจ้าหลงลืมชื่อของคนที่เจ้าจะขอความช่วยเหลือได้ยังไงกัน?"
มันไม่ดูตลกไปหน่อยหรือที่ดยุกเปเลต้า ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความไม่เอาไหนและกิริยามารยาทหยาบกระด้าง ทั้งยังเปลี่ยนพระอาจารย์แทบทุกเดือนในช่วงที่เป็นเจ้าชาย จะมาตำหนิคนอื่นเรื่องแบบนี้? ลอร์ดโมเอ็ตที่ทั้งรู้สึกอเนจอนาถและโกรธแค้นรีบก้มหน้าลงเพื่อซ่อนสีหน้าของตนเอง
"นั่นไม่ใช่... ปัญหาเรื่องความจำหรอกพ่ะย่ะค่ะ แต่เป็นเพราะช่วงนี้กระหม่อมรู้สึกไม่ค่อยสบาย หูเลยแว่วๆ ไปบ้าง..."
"จริงรึ? ข้านึกว่าเจ้ายังไม่แก่พอที่จะหูหนามหรือสมองเสื่อมเสียอีก แต่ที่ไหนได้ เจ้ากลับแก่ชราไปมากแล้วสินะ กาลเวลามันห้ามกันไม่ได้จริงๆ ข้าเข้าใจแล้ว ทำไมเจ้าไม่บอกข้าตั้งแต่แรกล่ะ?"
คีเซียร์เบิกตากว้างแสร้งทำเป็นตกใจและตอบกลับอย่างไร้ยางอาย ช่างเป็นการเลือกใช้คำที่เจ็บแสบยิ่งนัก กรามที่ปกคลุมด้วยหนวดเคราของลอร์ดโมเอ็ตสั่นเทิ้มด้วยความโกรธอยู่หลายครั้งก่อนที่เขาจะข่มอารมณ์ไว้ได้
"พ่ะย่ะค่ะ... มันเป็นเพียงความผิดพลาดทางการได้ยินเท่านั้น โปรดทรงทราบด้วยว่ากระหม่อมมิบังอาจบิดเบือนพระราชประสงค์หรือมีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นเลยแม้แต่น้อย เอาละ... ตอนนี้ท่านจะทรงรับคำขอของพวกเราได้หรือยังพ่ะย่ะค่ะ?"
"ข้าก็สงสัยอยู่เหมือนกันนะ..."
ดยุกเปเลต้าแย้มยิ้มพลางเปิดประตูให้กว้างขึ้นแล้วก้าวออกมาอย่างเต็มตัว
"มันจำเป็นจริงๆ หรือที่ผู้ช่วยของข้าต้องออกไปตรวจดูสถานการณ์ข้างนอกนั่นเพียงลำพัง?"
"เอ๋...?"
"เรื่องแค่นั้นข้าจัดการเองได้ เดี๋ยวข้ามานะ"
คีเซียร์ปิดประตูและก้าวเดินไปข้างหน้า คำตอบของเขาดูเบาสบายและเริงร่าเสียยิ่งกว่าการออกไปเดินดื่มสุราในยามค่ำคืนเสียอีก เมื่อเห็นท่านดยุกเดินผ่านหน้าไปในสภาพเท้าเปล่าและสวมชุดทางการที่หลุดลุ่ยไม่เป็นระเบียบ เหล่าขุนนางต่างพากันทำสีหน้าเหมือนกำลังจะเป็นลม
"โธ่ ฝ่าบาท! ท่านจะไปสภาพนั้นไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!"
"คำขอของพวกเราไม่ได้หมายความว่า... ฝ่าบาท!"
คีเซียร์หันกลับมามองกลุ่มคนที่วิ่งตามเขามา เพราะกลัวว่าเขาจะสั่งให้ตามไปด้วย ทุกคนจึงพากันถอยกรูดด้วยความตกใจ คีเซียร์ฉีกยิ้มกว้างเมื่อเห็นปฏิกิริยาอันน่าขันของคนเหล่านั้น
"อา อย่างนั้นรึ แค่ออกไปดูเฉยๆ มันคงไม่สนุกเท่าไหร่ มาพนันกันหน่อยเป็นไง? ด้วยบารมีของเหล่าทหารและอัศวินผู้กล้าหาญของข้า ข้ากล้าพนันด้วยเงินห้าพันเหรียญเลยว่าสถานการณ์ข้างนอกนั่นไม่ได้อันตรายหรือรุนแรงอย่างที่พวกเจ้าคิด พวกเจ้าล่ะว่าไง?"
"กะ... กระหม่อม..."
ลอร์ดโมเอ็ตตะกุกตะกักพูดไม่จบประโยคพลางก้มหน้าลง คีเซียร์เดาะลิ้นอย่างเสียดาย
"จริงรึ? ที่นี่ไม่มีใครรู้จักรสชาติของการพนันเลยหรือไง? เอาเถอะ ถ้าอย่างนั้นข้าจะเปิดประตูให้เอง"
"ฝ่าบาท! ทรงทำไม่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ!"
เหล่าขุนนางรีบพุ่งเข้าไปห้ามคีเซียร์ที่กำลังเร่งรีบยกเก้าอี้และโต๊ะที่ขวางประตูทางเข้าห้องโถงออก
"คนร้ายข้างนอกนั่นกำลังซุ่มรออยู่นะพ่ะย่ะค่ะ! พวกเราจะถูกฆ่ากันหมด! ฝ่าบาท!"
"ทุกคน ช่วยกันห้ามท่านดยุกเร็วเข้า!"
ทว่าท่านดยุกหนุ่มในชุดหรูหรากลับสะบัดมือที่รั้งเขาไว้ได้อย่างง่ายดายราวกับรำคาญแมลงหวี่ เขาหัวเราะร่าพลางปัดเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดทิ้งในพริบตา
"อะไรกันเนี่ยทุกคน? กังวลเรื่องข้ากันเกินไปแล้วนะเนี่ย ข้าล่ะรู้สึกเขินเลยที่มีแต่คนรักขนาดนี้ ไม่ต้องทำถึงขนาดนี้ก็ได้นะ รู้ไหม?"
แม้เขาจะไม่ได้ขยับตัวรุนแรงนัก แต่เหล่าขุนนางกลับกระเด็นไปคนละทิศละทางพร้อมเสียงร้องโอดโอย หากมองจากระยะไกลภาพนี้คงดูเหมือนละครตลกฉากหนึ่ง
ลอร์ดโมเอ็ตพยายามคว้าแขนคีเซียร์ไว้แต่ก็ต้องรีบปล่อยทันที เขาได้แต่ยืนอ้าปากค้างมองดูเหตุการณ์ตรงหน้า
คนบ้า... ดยุกเปเลต้าเป็นคนบ้าไปแล้ว
เขาเคยได้ยินข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับพฤติกรรมวิตถารของท่านดยุกในแวดวงสังคมชั้นสูงของเมืองหลวงมาบ้าง แต่สิ่งที่เขาเห็นตอนนี้มันเกินกว่าเรื่องเล่าเหล่านั้นไปไกลโข นี่ไม่ใช่แค่ความแปลกประหลาด แต่นี่คือการกระทำของคนวิกลจริตที่ไร้ซึ่งความเกรงกลัว
แม้บางคนอาจจะยังสงสัยในรูปลักษณ์ของคีเซียร์ แต่เหล่าขุนนางตะวันตกที่เคยดูแคลนเขามาก่อนต่างพากันหอบหายใจด้วยความตระหนก ในที่สุดสิ่งกีดขวางทั้งหมดก็ถูกขจัดไป และบานประตูก็ถูกเปิดออก
"ไม่นะ!"
ลอร์ดโมเอ็ตและขุนนางส่วนใหญ่ต่างยกมือขึ้นกุมศีรษะ พากันหมอบลงหรือหันหลังหนีเพื่อหาที่ซ่อนตัว
อีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า พวกผู้บุกรุกที่ป่าเถื่อนคงจะปรากฏตัวออกมา กลิ่นเลือดที่คาวคลุ้งจะพุ่งเข้าปะทะจมูก และเสียงกรีดร้องที่เคยถูกกั้นด้วยประตูที่ปิดสนิทจะถาโถมเข้าสู่โสตประสาท!
ทว่าเวลาผ่านไปครู่หนึ่งกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น บรรยากาศที่เงียบสงัดทำให้เหล่าขุนนางเริ่มงุนงง พวกเขาค่อยๆ ชะโงกหน้าออกมาจากที่ซ่อนทีละนิด
และแล้วดวงตาของทุกคนก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ที่หน้าประตูซึ่งเปิดกว้าง ดยุกเปเลต้าไม่ได้เผชิญหน้ากับซากศพหรือกองเลือดอย่างที่พวกเขาคาดการณ์ไว้
ท่านดยุกผู้เดินเท้าเปล่ายืนเด่นอยู่หน้าประตู เขาแย้มยิ้มพลางก้มลงมองเหล่าสมาชิกกองทหารม้าและอัศวินในชุดดำที่คุกเข่าทำความเคารพอย่างนอบน้อม พร้อมกับคนอีกจำนวนหนึ่งที่ถูกมัดกองไว้บนพื้น ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นต่อหน้าดยุกที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
"..."
"รายงานสถานการณ์ฉุกเฉินที่ไม่คาดคิดได้รับการจัดการเรียบร้อยแล้ว และสามารถจับกุมผู้บุกรุกได้ทั้งหมดครับ ท่านผู้บัญชาการ!"
เด็กหนุ่มผมสีฟ้าที่อยู่แถวหน้าสุดของกองทหารม้าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงฉะฉานและทรงพลังพลางก้มศีรษะลง สมาชิกคนอื่นๆ ก็ค้อมตัวลงอย่างพร้อมเพรียงโดยไม่มีท่าทีแปลกใจกับรูปลักษณ์ที่ดูไม่ได้ของดยุกเปเลต้าเลยแม้แต่น้อย
"อืม... ข้าชนะพนันสินะ แต่ในเมื่อไม่มีใครกล้าลงเดิมพันด้วย แล้วข้าจะได้อะไรล่ะเนี่ย?"
คีเซียร์หันกลับมาพร้อมประกายตาสดใส เมื่อเห็นคราบเลือดที่กระเซ็นอยู่บนแก้มอันซีดเผียดของอัศวินหนุ่มที่อยู่ด้านหลังท่านดยุก เหล่าขุนนางต่างพากันตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดกลัวจนพูดไม่ออก
"ยูเดอร์! พวกเราพบแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานประมูลเกือบทั้งหมดแล้ว ไปตรวจดูทางด้านแคนนาแล้วกลับกันเถอะ"
"รับทราบครับ"
ยูเดอร์หยุดการใช้พลังแห่งปฐพีและกระโดดลงจากต้นไม้ที่เขาปีนขึ้นไปเพื่อเฝ้าระวัง เขาออกเคลื่อนไหวไปพร้อมกับเอเวอร์ เอเวอร์เพิ่งเสร็จสิ้นภารกิจในการประเมินสถานการณ์ในโรงประมูลและนำทีมสมาชิก หลังจากจัดการกับเออร์ชีได้ตามที่เคยลั่นวาจาไว้อย่างมั่นใจ เธอก็รีบมาสมทบทันที
ยูเดอร์ลอบสังเกตใบหน้าของเอเวอร์ แม้จะเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนที่ดูเหมือนจะเกิดจากมีดเล่มบางตามผิวหนังที่โผล่พ้นเสื้อผ้าออกมา แต่เธอก็ยังไม่เสียรอยยิ้มไปเลย
"หืม? ไม่ต้องห่วงหรอก แผลแค่นี้เอง เออร์ชีอาการหนักกว่าข้าเยอะ"
ดูเหมือนเอเวอร์จะรู้ตัวว่ายูเดอร์กำลังมองอะไรอยู่ เธอจึงยกมือขึ้นเช็ดคราบเลือดอย่างไม่ใส่ใจนัก
แขกบางคนที่คิดว่าสถานการณ์ที่เหมือนแผ่นดินไหวกะทันหันนี้ แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของกองทหารม้า ยังคงแผดเสียงร้องและขัดขืน แต่สมาชิกกองทหารม้ากลับไม่ได้ให้ความสนใจคนพวกนั้นมากไปกว่าสุนัขที่เห่าหอน พวกเขาคุมตัวคนเหล่านั้นไปขึ้นรถม้าอย่างรวดเร็ว
"ได้ข่าวว่าแคนนาจัดการส่วนของเธอได้ดีมากเลยใช่ไหมครับ?"
"ได้ยินมาว่างั้นนะ พวกเขาจับกุมสมาชิกกลุ่มดวงดาวแห่งนากรานที่นั่นได้ทั้งหมดเลย แต่ก็น่าเสียดายหน่อยที่จับพวกพ่อค้าชาวใต้ที่อยู่ในโกดังได้ไม่ครบทุกคน"
ในขณะที่ยูเดอร์คอยเพิ่มพลังแห่งปฐพีอยู่เพียงลำพังเพื่อปิดตายทางออก สมาชิกคนอื่นๆ ก็ได้เข้าจับกุมบุคคลเป้าหมายตามบทบาทที่ได้รับมอบหมาย กลยุทธ์ที่ใช้ความตระหนกตกใจของผู้คนที่คิดว่าเกิดภัยธรรมชาติเป็นไปตามแผนที่วางไว้ แต่ปัญหาคือพวกพ่อค้าชาวใต้ที่อยู่ในโกดังได้หลบหนีไปทางทางออกลับสายที่สามที่อยู่ข้างในนั้น
ด้วยข้อมูลจากพรูเอลล์และโรเบล พวกเขาคิดว่าไม่มีเส้นทางหลบหนีอื่นอีกแล้ว แต่พื้นที่ภายในโกดังที่ว่ากันว่าไม่มีใครเข้าถึงได้นอกจากชาวใต้ กลับกลายเป็นตัวแปรที่ไม่คาดคิด
ชาวใต้ที่เคยต่อสู้กับยูเดอร์ รวมถึงชาวใต้คนอื่นๆ ที่เขาเคยเห็นที่โรงเตี๊ยม ได้พากันหลบซ่อนตัวผ่านอุโมงค์ลับ สิ่งที่พวกเขานำติดตัวไปด้วยมีเพียงกระสอบที่บรรจุผงคาลาเนซ่าเลียนแบบเท่านั้น
"ไอ้พวกบ้า! รู้ไหมว่าข้าเป็นใคร? ปล่อยข้านะ!"
ในวินาทีนั้น ยูเดอร์ได้ยินเสียงขุนนางอีกคนหนึ่งกำลังขัดขืนอยู่ใกล้ๆ เขาหันไปมองและจำชายคนนั้นได้จึงหยุดเดิน
"ยูเดอร์?"