บท 401 การปฏิเสธที่สง่างามทว่าโหดร้าย

หน้าอกของยูเดอร์ร้อนผ่าวขึ้นมาในชั่วพริบตา

มันคือช่วงเวลาที่ขยับไปข้างหน้าเล็กน้อยจากความฝันที่เขาเคยสัมผัสในวันนั้น

วันที่เขาลอบออกจากเมืองหลวงอย่างเงียบเชียบตามแผนการของจักรพรรดิคาร์เซียน และลอบเร้นเข้าสู่ส่วนลึกของปราสาทเปเลต้าท่ามกลางความมืดมิดได้อย่างสำเร็จ น่าแปลกที่เขาสามารถเข้าไปซ่อนตัวในห้องพักของเจ้าของปราสาทได้ในสภาพที่ค่อนข้างเรียบร้อย โดยไม่ทันได้ปะทะกับเหล่าอัศวินหรือนาธาน ซัคเกอร์แมนอย่างที่คาดการณ์ไว้

ชายที่เขาเผชิญหน้าทันทีที่ก้าวเข้าไป ต้อนรับเขาด้วยรอยยิ้มบางๆ ใบหน้าที่คมเข้มทว่าซูบผอมดูราวกับว่าเขากำลังยินดีที่ได้พบเพื่อนเก่าที่จากกันไปนาน

“......”

ยูเดอร์กระชับดาบในมือพลางกวาดสายตามองรอบข้างอย่างระแวดระวัง แต่คีเซียร์กลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ดวงตาสีแดงที่ลึกโหลจ้องมองยูเดอร์ โดยไม่แม้แต่จะเหลือบมองดาบศักดิ์สิทธิ์เล่มนั้น

เขามองมาด้วยกระแสอารมณ์ที่ยากจะอธิบาย เป็นเช่นนั้นเอง

"ให้ข้ารินชาให้ไหม? อ่า แต่ข้าคงต้องไปหยิบกาชาเข้ากับถ้วยมาก่อนนะ"

"อย่าขยับ ข้าเชื่อว่าท่านรู้ดีว่าข้ามาที่นี่ทำไม"

“มาเพื่อเล่นเกมหมากรุกวางแผนงั้นหรือ?”

“ข้านำพระราชโองการขององค์จักรพรรดิมาด้วย”

แม้อีกฝ่ายจะรู้ความหมายของมันดี แต่รอยยิ้มบนแก้มซีดเผือดนั้นกลับไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด มันเป็นรอยยิ้มที่เหนือความคาดหมาย ราวกับกำลังเยาะเย้ยคู่ต่อสู้ หรือราวกับว่าเขาเฝ้ารอเวลานี้มานานแสนนาน ดวงตาของเขาไม่มีแววแห่งความลำบากใจหรือความกลัว และไม่มีสัญญาณที่ตั้งใจจะลุกขึ้นมาลงโทษผู้บุกรุกที่ถืออาวุธคนนี้เลย 

ความระแวดระวังของยูเดอร์พุ่งสูงขึ้นโดยธรรมชาติเมื่อเห็นท่าทีไร้ซึ่งความเป็นศัตรูเช่นนี้ ทว่าในอีกมุมหนึ่ง การกระทำของชายผู้นี้กลับให้ความรู้สึกที่ยอมรับได้อย่างน่าประหลาด

“อืม...... ข้าเข้าใจแล้ว”

ยูเดอร์จ้องมองใบหน้าของตนเองพลางขมวดคิ้วแล้วเอ่ยถาม

“แค่นี้น่ะหรือครับ?”

คีเซียร์หรี่ตาลงก่อนที่คำตอบอันสงบนิ่งเกินกว่าจะเป็นคำพูดของชายที่กำลังเผชิญหน้ากับความตายจะไหลรินออกมา

“ข้าไม่เสียใจเลย.... มีเพียงความเสียดายเล็กน้อยเท่านั้น”

"ท่านหมายความว่าอย่างไร?"

ใช่... ตั้งแต่ตอนนี้ไป ความทรงจำของเขาเริ่มแตกต่างออกไปแล้ว

ทว่าสิ่งที่ยูเดอร์จำได้ หรือสิ่งที่เขาเคยคิดว่าจำได้ก่อนหน้านี้ บัดนี้ไม่มีความหมายอีกต่อไป ยูเดอร์ปรารถนาจะล่วงรู้ส่วนถัดไป และอยากรู้แม้กระทั่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น

คีเซียร์เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ 'ภาชนะ' ของเขา เหมือนกับในความฝันก่อนหน้านี้ของยูเดอร์ไม่มีผิดเพี้ยน การได้เห็นภาพเหตุการณ์เดิมซ้ำเป็นครั้งที่สองทำให้ความรู้สึกตกใจแทบจะหายไปสิ้น

“หากบาดแผลที่ข้าได้รับจากการสัมผัสศิลานั่นไม่ได้ทำลายเส้นเลือดของข้าไปเสียก่อน...... เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนะ?”

"อา"

ในที่สุด คำพูดที่เคยเลือนหายไปก่อนที่จะได้ยินในครั้งที่แล้วก็หลั่งไหลออกมา

มันยังมีเรื่องราวหลังจากนี้อีกมากจริง ๆ

ยูเดอร์พยายามเพ่งมองคีเซียร์ให้ชัดเจนขึ้น ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อย ริมฝีปากที่ซีดเซียวราวกับคนตายขยับเขยื้อนอย่างช้า ๆ ท่ามกลางความมืดสลัว

"แน่นอนว่าคำว่า 'ถ้าหาก' มันไม่มีความหมาย... แต่ถึงอย่างนั้น มันจะดีกว่านี้สักหน่อยได้ไหมนะ?"

ยูเดอร์เห็นปลายดาบของตนเองสั่นไหวเบาๆ มันเป็นการสั่นเทาที่ชัดเจนและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเขารู้ซึ้งถึงอารมณ์ที่ตัวเขาในอดีตกำลังรู้สึกอยู่ได้เป็นอย่างดีแม้จะไร้ซึ่งสุ้มเสียง

ความสงสัย ความสับสน ความโกรธแค้น... อารมณ์ด้านลบทั้งมวลผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก

"เจ้าดูเหมือนจะไม่เข้าใจในสิ่งที่ข้าพูดสินะ เอาเถอะ คิดเสียว่าเป็นเพียงคำเพ้อเจ้อของคนเมาก็แล้วกัน ทั้งหมดนี่มันก็แค่เรื่องตลก ข้ารู้ดีว่ามันไม่มีความหมายอะไรเลย ตอนนี้นี่แหละคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้ว"

คีเซียร์หัวเราะเบา ๆ ทว่าเสียงหัวเราะนั้นกลับเปลี่ยนเป็นเสียงไอโขลกที่พยายามกลั้นไว้ในชั่วอึดใจต่อมา ชายหนุ่มยกมือที่สวมถุงมือขึ้นเช็ดปาก กลืนเสียงไอลงคอด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ก่อนจะถอนหายใจยาวและเอนหลังพิงเก้าอี้ ในตอนนั้นเอง ยูเดอร์อ่านพบความเหนื่อยล้าอันลึกซึ้งและเข้มข้นจากหัวไหล่ของคีเซียร์ มันทับซ้อนกันมาตามกาลเวลาประดุจฝุ่นสีน้ำเงินหนาเตอะ

ด้วยใบหน้าที่ดูราวกับเศษเปลือกไม้ที่แขวนอยู่บนปลายกิ่งไม้ที่เหี่ยวเฉา ชายผู้นั้นจ้องมองมือสังหารที่ยืนอยู่ตรงหน้า

"ข้าไม่มีความคิดที่จะลุกไปจากที่ตรงนี้"

"....."

"เอาละ มาลองดูความสามารถของคนที่ติดตามข้ามาเนิ่นนานขนาดนี้หน่อยเป็นไร"

มือของยูเดอร์ที่กุมดาบอยู่เกร็งแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นเพราะคำถากถางนั้น กระดูกมือโปนชัดและปลายนิ้วซีดขาว

ทว่าชั่วอึดใจต่อมา ยูเดอร์กลับไม่ได้เหวี่ยงดาบออกไปอย่างที่ควรจะเป็น แต่เขากลับโพล่งคำพูดที่ไม่มีอยู่ในความทรงจำออกมา

"...ท่านยังไม่ได้ตอบข้าเลย"

น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความสับสน ราวกับเขาไม่เชื่อว่าตนเองกำลังทำสิ่งนี้ลงไป

"สิ่งที่น่าเสียดายที่สุด คือการที่ท่านยังคงไม่ให้คำตอบแก่ข้า"

คีเซียร์กะพริบตาถี่ด้วยสีหน้าประหลาดใจราวกับไม่คาดคิดว่าจะได้รับปฏิกิริยาเช่นนี้ ยูเดอร์จ้องเขม็งพลางกัดฟันแน่น แล้วจึงเค้นคำพูดออกมาทีละคำอย่างยากลำบาก

"ถ้า... ถ้าท่านเสียใจกับมัน ก็จงยอมแพ้เสียตอนนี้ หากท่านตั้งใจจริง อย่างน้อยข้าก็อาจจะช่วยส่งสารถึงฝ่าบาทให้ท่านได้..."

"......"

"นี่คือโอกาสและคำถามสุดท้ายจริง ๆ ที่ข้าจะมอบให้ท่านได้"

"พับผ่าสิ... เหลือเชื่อจริง ๆ คนที่มาเพื่อฆ่าข้า กลับเป็นฝ่ายเสนอความช่วยเหลือให้เนี่ยนะ?"

รอยยิ้มขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของคีเซียร์ ความขุ่นเคืองก่อนหน้านี้เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่จริงใจ ทว่าใบหน้าของยูเดอร์กลับยิ่งบึ้งตึงหนักกว่าเดิม

"ไม่เป็นไรหากท่านจะไม่เชื่อ แต่ข้าน่ะ..."

"เปล่าเลย ข้าเชื่อสิ ความจริงใจเกินไปนั่นแหละคือปัญหา"

ชายหนุ่มที่ตอบกลับอย่างเด็ดขาดกลับมากลืนเสียงไอเบา ๆ อีกครั้ง คำถามอันหนักอึ้งยังคงหลงเหลืออยู่ในจุดที่เสียงไอนั้นจางหายไป

"เจ้าตั้งใจจะทรยศองค์จักรพรรดิหรือ ท่านผู้บัญชาการกองทหารม้า?"

"หากฝ่าบาทได้ทรงสดับเรื่องราวจากข้า มันย่อมไม่ใช่การทรยศ แน่นอนว่าหากข้าไม่มีสิ่งใดจะกราบทูลแล้วละก็....."

"นี่คือการตัดสินใจของผู้ที่เผชิญกับความท้าทายอันทะเยอทะยานเพื่อปลดแอกตนเองจากความร่วงโรย ย่อมไม่มีสิ่งใดผิดพลาด จักรพรรดิองค์ใหม่กำลังทดสอบว่าพระองค์จะสามารถสร้างกำแพงเมืองด้วยการกดดันรอบข้างผ่านกองทหารม้าที่สมบูรณ์และผู้บัญชาการที่พระองค์ทรงไว้วางใจได้หรือไม่ ข้าหวังว่าเจ้าจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้นะ"

"...ท่านหมายความว่าอย่างไร?"

"ข้าเดิมพันทุกอย่างไว้ที่เจ้า เพราะข้ามันเป็นคนเห็นแก่ตัวและมัวเมาอย่างแรงกล้ายังไงล่ะ"

คีเซียร์ให้คำตอบที่ยากจะเข้าใจพลางหัวเราะอย่างเซื่องซึม

"ดังนั้น ข้าจึงไม่คิดจะอ้อนวอนขอขมาหรือปรารถนาการสนทนาใด ๆ เรื่องนี้มันต้องเกิดขึ้น เพื่อเจ้าและเพื่อตัวข้าเอง"

"......"

"เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าต้องพยายามมากเพียงใดกว่าจะได้ความมั่นใจนี้มา ข้าเคยสัญญาไว้ว่าจะบอกคำตอบที่ข้าค้นพบเมื่อนานมาแล้วให้เจ้าล่วงรู้ และข้าเสียใจจริง ๆ ที่เพิ่งจะมาทำตามสัญญาเอาป่านนี้"

"ท่านกำลัง... พูดเรื่องอะไร...?"

"'สายสัมพันธ์' อันลึกลับที่ข้าเคยสัญญาไว้กับเจ้า จำได้ไหม?"

ตึกตัก

ในวินาทีนั้น บางสิ่งบางอย่างพลันเติมเต็มหน้าอกของยูเดอร์ที่เคยว่างเปล่าก่อนหน้านี้อีกครั้ง

แม้จะถูกอธิบายว่าเป็นเพียงสายสัมพันธ์ แต่เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่ามันเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุตอนที่เพศรองปรากฏ คีเซียร์เคยพูดเรื่องนั้นในวันนั้นด้วยหรือ? เพราะอะไรกัน?

ท่ามกลางความสับสนอลมาน มีเพียงน้ำเสียงราบเรียบที่ยังคงกล่าวต่อไป

"บางทีสิ่งที่เชื่อมโยงเราไว้ในวันนั้นอาจเหนือกว่าร่างกายของเรา มันคือบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่านั้น... บางอย่างที่เหมือนกับจิตวิญญาณ หลังจากที่ข้าเฝ้าค้นหามาเนิ่นนานว่าจะทำอย่างไรเพื่อแยกสิ่งที่มองไม่เห็นออกจากกัน ข้าจึงสรุปได้ว่าข้าจะสามารถบรรลุผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ด้วยพลังของข้าเอง"

"ท่านพูดเรื่องอะไรน่ะ? ทำไมต้องเป็นตอนนี้....?"

"เพราะมันไม่มีเวลาอื่นอีกแล้ว"

คีเซียร์เอียงคอพลางยิ้มด้วยใบหน้าที่อ่อนล้า

"ดังนั้น ข้าขอปฏิเสธข้อเสนออันเปี่ยมด้วยเมตตาและคุณธรรมที่เจ้าหยิบยื่นให้ มีเพียงความเสียดายที่ว่าข้อเสนอนี้จะไม่ถูกจดจำโดยคนรุ่นหลังเท่านั้นที่ควรค่าแก่การเสียใจ"

มันเป็นคำล้อเล่นที่เย็นเยียบ เป็นการปฏิเสธที่สง่างามทว่าโหดร้าย

แต่ในขณะเดียวกัน ยูเดอร์กลับรู้สึกถึงความเจ็บปวดอันมหาศาลประดุจคลื่นสึนามิซัดสาดมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเศร้า หรือความทุกข์ระทม เขาก็ไม่อาจจำแนกมันได้อีกต่อไป

ความเจ็บปวดทั้งหมดนี้เป็นของเขาเอง หรือว่า...

มันเป็นของคีเซียร์กันแน่

"...มันกำลังจะจบลงแล้ว จนกว่าสายสัมพันธ์ทั้งหมดจะถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิง.... และหลังจากนั้น...."

ท่ามกลางความมืดที่เงียบสงัด มีเสียงแผ่วเบาดังขึ้น

ความรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเข้าใส่อย่างจัง แล้วทุกอย่างก็ดับวูบลง...

….

…….

“......”

ยูเดอร์เหม่อมองเพดานอย่างว่างเปล่า ก่อนจะตระหนักได้ว่าเขาเพิ่งตื่นจากนิทรา ท่ามกลางเสียงหัวใจที่เต้นรัวประกอบกับอาการปวดศีรษะและอาการช็อกที่ยังเต้นตุบๆ เขาได้ยินเสียงของใครบางคนอยู่ไม่ไกล

"ตื่นแล้วหรือ?"

น้ำเสียงทุ้มและแหบพร่าของอีน่อน

เมื่อหันไปมอง เขาเห็นใบหน้าที่ดูอ่อนล้านั่งอยู่ใต้โคมไฟระย้าอันหรูหราของห้องนั้น ร่างกายดูทรุดโทรมราวกับห่อผ้าที่ยับยู่ยี่ เมื่อเห็นหน้าอีน่อนที่ดูโมโหยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ทว่าในดวงตากลับเจือแววโล่งใจอยู่เล็กน้อย สติของยูเดอร์จึงค่อยๆ คืนกลับมา

"เจ้ารู้ไหมว่าข้าเป็นใคร?"

"...อีน่อน"

"เหอะ ใช่ เจ้าดูท่าทางจะยังโอเคอยู่"

เมื่อกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ยูเดอร์พบว่าคีเซียร์ไม่ได้อยู่ที่นั่น

'ข้าจำได้ว่า... เดินผ่านโถงทางเดินโดยขดตัวอยู่ในอ้อมกอดของคีเซียร์ หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นกันแน่?'

"เจ้าเนี่ยนะ ระหว่างสู้ก็ดื่มยาเข้าไป แล้วก็อาเจียนเป็นเลือดจนสลบไป จำตอนที่สลบไปได้บ้างไหม?"

"...ไม่เลย"

"ทำได้ดีมาก ดีจริง ๆ"

น้ำเสียงประชดประชันที่ชัดเจนในคำชมนั้นทำให้เขารู้สึกหนักอึ้งในใจ

เขาคิดว่าเขาไม่เป็นไร แต่อาจเป็นไปได้ว่าผลจากการอาเจียนเป็นเลือดนั้นค่อนข้างรุนแรง อย่างไรก็ตาม โถงกว้างและบริเวณโดยรอบดูเงียบสงบลงกว่าเดิมมาก

"...ท่านผู้บัญชาการอยู่ที่ไหนครับ?"

"ตื่นมาคำแรกก็ถามหาเขาเลยงั้นเรารึ?"

"ขอโทษครับ.... แต่ตอนนั้น ข้าคิดว่ามันเป็นสถานการณ์ที่จำเป็นต้องดื่มยา..."

"พอเถอะ เลิกพูดเรื่องนั้นได้แล้ว ข้าก็คิดไว้แล้วล่ะว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้ แต่พอได้ยินจริง ๆ มันก็น่าหงุดหงิดชะมัด"

**อีน่อนจะก็จะหงุดหงิดหน่อย ลูก(?)ไม่รักดี ตื่นมาคือถามหาผู้ชายเลย

คำแปล

ตรงๆควรเป็น โมหะ เราเกลาคำให้เข้าใจง่ายเพราะรู้สึกว่าแปลตรงๆคนอ่านจะสะดุดได้

จากการตีความว่า นัยยะจริงๆคือคีเซียร์พูดประชดว่าตัวเอง ((มัวเมา) หลงไปกับความเขลาโง่(ถึงแผนการความหวังในอนาคตหลังตาย) เหมือนไม่รู้ความเป็นจริง)