บทที่ 360 คนต้องสงสัย
"ดูเหมือนฝ่าบาทจะทรงไว้วางพระทัยท่านไอร์มากจริงๆ นะครับ"
ในระหว่างทางกลับไปยังที่พักหลัก พรูเอลล์ก็เอ่ยขึ้นมาอย่างกะทันหัน
"ก็นะ ในเมื่อเราพักอยู่ที่เดียวกัน ข้าว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมดา"
"อยู่ดีๆ ท่านพูดเรื่องอะไรกันครับ?"
คีเซียร์อาศัยอยู่ที่พักเดียวกับยูเดอร์ และตั้งแต่ครั้งแรกที่พบกัน พรูเอลล์ก็ดูจะมั่นใจว่าการที่ทั้งคู่บอกว่าเป็นคนรักกันนั้นไม่ใช่เรื่องจริง แต่ตอนนี้คำพูดที่ไม่มีปี่มีขลุ่ยของเขากลับทำให้ยูเดอร์ไม่เข้าใจ
"พอได้ฟังการสนทนาเมื่อกี้ ข้ารู้สึกประหลาดใจมากที่กองทหารม้าซึ่งเพิ่งจะก่อตั้งได้ไม่นาน กลับมีความเชื่อใจให้กันได้อย่างลึกซึ้งถึงเพียงนี้"
พรูเอลล์ดูจะประทับใจกับบทสนทนาระหว่างคีเซียร์และยูเดอร์ที่เขาได้ยินมามากทีเดียว
"ข้าไม่เคยพยายามจะเชื่อใจใครนอกจากพี่น้องของตัวเองเลย ข้าเรียนรู้มาว่าการระวังตัวจากคนอื่นคือทางเดียวที่จะปกป้องตัวเองได้ จริงไหมล่ะ? ยิ่งเราให้ความเชื่อใจมากเท่าไหร่ จุดอ่อนของเราก็จะถูกเปิดเผยมากขึ้นเท่านั้น"
"......"
"หากข้าสามารถเป็นคนที่น่าเชื่อถือได้เหมือนท่านไอร์ หากข้าหันมาสนใจเรื่องของตระกูลและพยายามเชื่อใจคนรอบข้างให้เร็วกว่านี้... ข้าจะสามารถป้องกันอันตรายที่คุกคามพี่น้องของข้าได้เร็วกว่านี้ไหมนะ?"
ประโยคสุดท้ายของเขาสั่นเครือและแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ก่อนจะเข้าไปในที่พัก ยูเดอร์หยุดเดินเพื่อตั้งสติครู่หนึ่ง เขาไม่ได้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบพอจะไปสอนใครได้ แต่เขารู้สึกว่าไม่อาจปล่อยให้พรูเอลล์จมอยู่กับความสิ้นหวัง โดยเฉพาะกับภารกิจใหญ่หลวงที่ชายคนนี้ต้องแบกรับ
"จริงๆ ข้าก็เห็นด้วยกับท่านพรูเอลล์นะครับ..."
"..."
"คำพูดของท่านเอลล์... อันที่จริงข้าเคยปฏิเสธตำแหน่งผู้ช่วยมาหลายครั้งแล้วด้วยซ้ำ"
"ท่านปฏิเสธงั้นหรือ?"
ใบหน้าของพรูเอลล์ฉายแววตกใจ ยูเดอร์พยักหน้ายืนยัน
"ในความคิดของข้า คนที่จะได้รับความเชื่อใจต้องเริ่มจากการเชื่อใจคนอื่นก่อน เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ข้าหรอกครับ แต่เป็นท่านหัวหน้าต่างหากที่ตรงตามคำพูดของท่านเอลล์"
การพูดคำเหล่านั้นออกมาเสียงดังทำให้เขารู้สึกแปลกพิลึก เขาไม่เคยคิดว่าตัวเองจะพูดอะไรแบบนี้เกี่ยวกับคีเซียร์ ลา ออร์ ในช่วงที่เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการยูเดรน ไอร์ เรื่องแบบนี้ไม่มีทางอยู่ในจินตนาการของเขาเลย
ทว่าเขาไม่ได้มองว่าสิ่งที่พูดไปนั้นผิด ความเชื่อใจคือสิ่งที่ก่อตัวขึ้นจากการให้และรับ หากคีเซียร์ไม่ยอมเสี่ยงทุกอย่างและเข้าหาเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าแม้ถูกปฏิเสธ ยูเดอร์ก็คงไม่มีวันคิดจะตอบแทนเขาเช่นนี้ ความแตกต่างเพียงเล็กน้อยแต่กลับทำให้ผลลัพธ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง และมันก็ยังคงเปลี่ยนไปเรื่อยๆ
"ท่านเอลล์เองก็เชื่อใจท่านหัวหน้า เชื่อใจข้า และกองทหารม้าจนมาถึงจุดนี้ไม่ใช่หรือครับ? ท่านหัวหน้าก็ตอบรับคำร้องขอของท่านเอลล์ นั่นไม่ใช่ความเชื่อใจหรอกหรือ?"
เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องโทษใครทั้งนั้น ในชีวิตนี้ พรูเอลล์และพี่น้องของเขายังปลอดภัย และไม่มีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว
"...ท่านไอร์พูดถูก"
พรูเอลล์ตอบกลับช้าๆ
"ข้าพูดออกมาเพราะความอิจฉา แต่ไม่รู้ทำไมข้ากลับรู้สึกละอายใจยิ่งกว่าเดิมเสียอีก"
"หากข้าพูดเกินไป ข้าต้องขออภัยด้วยครับ"
"ไม่ใช่แบบนั้นหรอกครับ แค่ข้ารู้สึกประทับใจในตัวดยุกเปเลต้ามากขึ้นไปอีกเท่านั้นเอง"
แววตาของพรูเอลล์กลับมาสดใสอีกครั้ง
"แต่ว่า... ถ้าข้าเข้าร่วมกองทหารม้า ข้าจะขอเรียกท่านไอร์ว่า 'ยูเดอร์' ได้ไหมครับ?"
ในขณะที่ยูเดอร์ก้าวเข้าไปในที่พักหลัก เขาก็พยักหน้าตกลง
"ท่านจะเรียกข้าว่าอะไรก็ได้ตามใจชอบเลยครับ อย่าลังเลที่จะเรียกข้าแบบไหนก็ตามที่ท่านต้องการ"
"ตกลงครับ ข้าจะทำตามนั้น"
ในมุมมองของยูเดอร์ พรูเอลล์นับว่ายอดเยี่ยมมากในแบบของเขาเอง ทั้งที่เคยใช้ชีวิตโดยไม่สนใจสิ่งใดนอกเหนือจากโลกของตัวเอง แต่การที่คนซึ่งเกิดมาในตระกูลขุนนางระดับสูงจะสามารถปฏิบัติต่อคนที่มีฐานะต่างกันได้อย่างอิสระและไร้ซึ่งอคติเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ยากมากจริงๆ
เรื่องทำนองนี้เคยเกิดขึ้นตอนที่มีการก่อกบฏของตระกูลอัฟเฟโต้ มาแล้ว ดูเหมือนว่าจะมีผู้คนที่อยู่นอกเหนือกอบเขตทางชนชั้นที่มองไม่เห็นมากกว่าที่เขาเคยรู้ในชาติก่อนเสียอีก
เขาไม่อาจย้อนคืนโชคชะตาของผู้คนที่ล้มตายหรือหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยได้ แต่ถ้ามีคีเซียร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เรื่องพวกนั้นก็ดูเหมือนจะไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ไปเสียทีเดียว
อารมณ์ความรู้สึกนี้... ความเชื่อมั่นที่สัมผัสได้ชัดเจนโดยไม่ต้องใช้ตรรกะหรือหลักฐานใดๆ บางทีคนทั่วไปอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่า 'ความหวัง'
"แต่ทำไมข้างในอาคารหลักถึงดูวุ่นวายนักล่ะ?"
พรูเอลล์ที่มีใบหน้าสดใส จู่ๆ ก็หยุดเดินและขมวดคิ้วพลางหันไปมอง จากโถงทางเข้าที่หรูหราซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้แขกผู้มาเยือนรู้สึกยำเกรง กลับมีเสียงเอะอะโวยวายดังแว่วมา แม้จะได้ยินคำพูดไม่ชัดเจน แต่มันคือเสียงตะโกนของมนุษย์อย่างแน่นอน
พรูเอลล์ไม่ได้เดินต่อไปยังห้องพักของเขาบนชั้นสอง แต่กลับเรียกคนรับใช้ที่ปรากฏตัวอยู่ไกลๆ เข้ามาถาม เมื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้น คนรับใช้ที่ไม่อาจซ่อนสีหน้าหวาดกลัวได้ก็ตอบอย่างระมัดระวัง
"ในระหว่างมื้อค่ำ ท่านชายแฟฟีและท่านหญิงเนลลิซาเบลได้ขอตัวออกจากที่นั่งเพราะเสื้อผ้าเปียกครับ หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพวกเขาก็ยังไม่กลับมา และเราก็ไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหน ตอนนี้ทุกคนกำลังช่วยกันตามหาอยู่ครับ"
"ข้าเข้าใจแล้ว"
พรูเอลล์ไล่คนรับใช้ออกไปและเสนอให้ขึ้นไปข้างบนด้วยสีหน้าไม่พอใจ
"ข้าไม่น่าถามเลยจริงๆ"
"แปลกมากเลยนะครับ พวกเขาหายไปไหนกัน?"
"พวกเขาไม่ได้หายไปไหนหรอกครับ คงแค่ขึ้นรถม้าที่นำมาด้วยเพื่อประท้วงแล้วกลับไปแล้วล่ะ คู่สามีภรรยาคู่นั้นชอบทำอะไรตามใจตัวเองและวู่วามอยู่บ่อยๆ แม้จะพักอยู่ในคฤหาสน์ของท่านบารอนก็ตาม พวกเขาคงจะโกรธท่านบารอนที่ไม่ยอมเข้าข้าง และหนีขึ้นรถม้าคันอื่นกลับไปแล้ว"
เมื่อแขกที่ได้รับเชิญมายังบ้านของขุนนางเกิดอารมณ์โกรธเจ้าบ้าน การจากไปโดยเมินเฉยต่อการต้อนรับของเจ้าของบ้านถือเป็นสัญลักษณ์ของการดูหมิ่นในหมู่ขุนนางอย่างแรง พรูเอลล์เดินเข้าไปในห้องของเขาราวกับไม่มีอะไรน่าสนใจอีก และแมวตัวหนึ่งที่นั่งอยู่บนหมอนนุ่มนิ่มพลางหลับตาก็ส่งเสียงร้องทักทายสั้นๆ เมื่อเห็นเขา
พรูเอลล์รีบสลัดสีหน้าเย็นชาทิ้งแล้วเข้าไปคลอเคลียแมวตัวนั้นพลางลูบตัวมันด้วยความเอ็นดู
"นิพอลเลน รอพี่ชายอยู่หรือ? คงจะกลัวสินะ ขอโทษทีที่พี่มาสาย"
"..."
หลังจากเล่นกับแมวอยู่ครู่หนึ่ง พรูเอลล์ก็หันมาหาเมื่อสังเกตเห็นสายตาของยูเดอร์ และยิ้มออกมาอย่างเขินๆ
"ข้ามักจะทำแบบนี้กับเขาเสมอเวลาที่เขาอยู่ในสภาพแบบนี้ครับ"
"ท่านไม่ต้องกังวลเรื่องนั้นหรอกครับ"
นิพอลเลนที่กระโดดลงจากอ้อมกอดของพรูเอลล์ เดินวนรอบตัวยูเดอร์สองสามรอบก่อนจะเอาหัวเล็กๆ ของมันมาถูกับข้อเท้าของเขา
"ดูเหมือนนิพอลเลนจะชอบท่านไอร์มากจริงๆ นะครับ"
"ท่านไม่ได้บอกหรือครับว่าเขาก็ทำแบบนี้กับคนรับใช้ที่สงสัยว่าเป็นผู้ปลุกพลังเหมือนกัน?"
"นั่นก็จริงครับ แต่ความบ่อยมันต่างกัน เขาเข้าหาคนนั้นแค่ครั้งเดียว แต่กับท่านเขาทำแบบนี้หลายครั้งแล้ว ข้าล่ะอยากรู้จริงๆ ว่าพี่น้องคนอื่นจะตกใจแค่ไหนถ้ารู้ว่าเขาชอบใครสักคนได้ขนาดนี้"
"..."
"โอ้ จริงสิ ข้าควรจะรีบเรียกคนรับใช้คนนั้นมา"
พรูเอลล์ยิ้มกว้างแล้วดึงเชือกเรียกคนรับใช้
"เขาคงจะมาในเร็วๆ นี้ถ้าเรื่องยังไม่รุนแรง ท่านจะคอยดูจากมุมอับสายตาไหม? หรือจะรออยู่ที่นี่กับข้า?"
"ข้าจะรออยู่ที่นี่กับท่านครับ"
แม้ว่าคนคนนั้นจะเป็นเพียงผู้ปลุกพลังที่ซ่อนตัวตนไว้ แต่การอยู่ใกล้ชิดพรูเอลล์และนิพอลเลนเพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ก็ยังเป็นเรื่องสำคัญ การคุ้มครองจะทำได้ยากขึ้นหากอยู่ห่างจากเป้าหมาย
ครู่ต่อมา ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังมาจากนอกประตู ยูเดอร์คิดว่าเขาจะไม่ตกใจไม่ว่าใครจะปรากฏตัวออกมาก็ตาม ทว่าเมื่อประตูเปิดออกพร้อมเสียงเคาะและชายในชุดคนรับใช้ปรากฏตัวขึ้น ความคิดนั้นก็มลายหายไปสิ้น
ชายหนุ่มที่เพิ่งเข้ามาในฐานะคนรับใช้คนใหม่นั้น คือคนที่ยูเดอร์รู้จักอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาคือผู้ปลุกพลังที่เคยอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเหลือนักเวทที่ล้มพับลงไป และเป็นคนที่ขว้างดาบให้ยูเดอร์ในวินาทีสุดท้ายตอนที่เขากำลังพยายามล่อลวงเปทัวเมตเพื่อกำจัดมัน
นั่นเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่มันเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจมาก ยูเดอร์จึงจำเขาได้ทันทีที่เห็นหน้า และทันทีที่ยูเดอร์จำเขาได้ ดวงตาของชายคนนั้นก็เบิกกว้าง ดูเหมือนเขาจะจำยูเดอร์ได้เช่นกัน
"...เจ้านั่นเอง"
ทันทีที่ยูเดอร์เอ่ยปาก ชายคนนั้นก็ค่อยๆ ถอยหลังหนี
"เดี๋ยว...!"
ก่อนที่ยูเดอร์จะพูดจบ ชายคนนั้นก็หันหลังแล้วเริ่มวิ่งหนีสุดชีวิต ยูเดอร์ตะโกนบอกพรูเอลล์โดยไม่หันกลับไปมอง
"คนรับใช้คนนั้นใช่ไหมครับ?"
"ใช่ครับ ใช่เขาเลย แต่ทำไมหรือ?"
"เขาเป็นคนที่ข้ารู้จัก ข้าจะไปจับเขาเอง อย่าตามมาและรออยู่ที่นี่สักครู่นะครับ!"
หลังจากทิ้งท้ายไว้สั้นๆ ยูเดอร์ก็พุ่งตัวออกไปทันที เมื่อก้าวออกไปยังโถงทางเดิน เขาเห็นเงาร่างของชายคนนั้นแวบหายไปที่ปลายทางเดินกว้าง ปกติแล้วในสถานการณ์แบบนี้เขาจะเคลื่อนที่ไปตามสายลม แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาทำได้โดยไม่ฝืนร่างกายมากเกินไปคือการยกปลายเท้าขึ้นเล็กน้อยเท่านั้น ทว่าเขาก็สามารถวิ่งด้วยความเร็วที่คนร้ายเทียบไม่ติด
ชายคนนั้นรีบวิ่งลงไปยังชั้นหนึ่ง คนรับใช้บางคนที่เห็นยูเดอร์วิ่งไล่ตามต่างพากันร้องตะโกนด้วยความสับสน แต่ไม่มีเวลามาอธิบายแล้ว
'ชิ... เจ้านั่นเร็วมาก ไม่รู้ว่ามีความสามารถอะไร แต่ว่า...'
เงาร่างของชายคนนั้นมุ่งหน้าไปยังห้องใต้ดินที่อยู่ใต้ชั้นหนึ่ง ยูเดอร์ตัดสินใจรีดพลังออกมาอีกนิดก่อนจะผ่านเส้นทางที่ไม่รู้จักไป
"ข้าบอกให้หยุดไง!"
"กึก!"
ยูเดอร์พยายามกลั้นความรู้สึกอัดอั้นที่หน้าอกไว้พลางเค้นพลังออกมา พื้นดินสั่นสะเทือนและยกตัวขึ้นตรงหน้าเท้าของชายคนนั้น ชายคนนั้นเสียหลักล้มคว่ำ และยูเดอร์ก็คว้าตัวเขาไว้ได้จากด้านหลัง
ทั้งคู่ล้มลุกคลุกคลานไปตามทางเดินและไถลลงไปยังห้องใต้ดินที่มืดสนิท ยูเดอร์รู้สึกเหมือนร่างกายกระแทกเข้ากับวัตถุต่างๆ ไปทั่ว แต่เขาก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะไม่ปล่อยตัวประกัน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ร่างของทั้งคู่ก็หยุดนิ่ง ยูเดอร์ที่หอบหายใจแรงคว้าคอเสื้อชายคนนั้นไว้แน่นพลางจุดไฟดวงเล็กๆ ขึ้นมา
"เฮ้"
"..."
'...หรือว่าเขาจะสลบไปแล้ว?'
ชายคนนั้นไม่ได้สติไปแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะแรงกระแทกจากการตกลงมาหรือเปล่า ยูเดอร์ถอนหายใจเบาๆ แล้วแก้ผ้าพันคอของชายคนนั้นออกมาผูกมือเขาไว้แทน เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้วเขาก็หันมองไปรอบๆ ทันใดนั้น มือที่เปื้อนเลือดของเขาก็สะดุดตาขึ้นมา
ตอนแรกเขาคิดว่ามันเป็นเพราะแสงจากเปลวไฟที่ทำให้ดูเหมือนเป็นแบบนั้น แต่ไม่ใช่เลย มันคือเลือดจริงๆ
'นี่มันอะไรกัน?'
เขาตรวจดูคนตรงหน้า แต่ไม่พบแผลอะไร ยูเดอร์จึงเพิ่มความสว่างของไฟขึ้นอีกนิด
และในตอนนั้นเอง ไม่ไกลจากจุดนั้น เขาได้พบกับร่างไร้วิญญาณสองร่างที่ล้มทับกันอยู่...