บทที่ 359 เติมน้ำ

  

บทที่ 359 เติมน้ำ

"ข้าเคยได้ยินข่าวลือมาว่าท่านไอร์เป็นผู้มีพรสวรรค์และมีอนาคตไกล แต่พอได้มาเห็นด้วยตาตัวเองในวันนี้ ข้าว่าข่าวลือนั่นเป็นเรื่องจริงทีเดียว ขอถามได้ไหมว่าท่านมาจากที่ไหนหรือ?"

ผู้มีพรสวรรค์และมีอนาคตไกลงั้นหรือ... พวกเขาคงไม่กล้าพูดออกมาตรงๆ ว่ายูเดอร์คือคนรักที่เป็นสามัญชนของคีเซียร์ จึงต้องพูดจาอ้อมค้อมจนฟังดูน่าขันยิ่งกว่าเดิม

"เขตภาคกลางครับ"

"โอ้ ภาคกลางงั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นนี่คงเป็นครั้งแรกที่ท่านมาเยือนตะวันตก ท่านรู้สึกอย่างไรบ้าง? ไทนูนั้นมีชื่อเสียงไม่แพ้เมืองหลวงเลยนะ เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อันรุ่งโรจน์"

หากพวกเขานึกถึงสถานการณ์ปัจจุบันในไทนูที่แสนเย่อหยิ่งนี้ ก็คงไม่กล้าพูดออกมาอย่างมั่นใจเช่นนั้น แม้มันไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ยูเดอร์กลับรู้สึกขมขื่นในใจอย่างประหลาด เพราะทั้งที่มีเหตุการณ์วุ่นวายเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ แต่เหล่าขุนนางกลับดูไม่สนใจต้นเหตุของมันเลยแม้แต่น้อย

ถึงยูเดอร์จะไม่ตอบอะไร แต่น้องชายของบารอนวิลเฮล์มและภรรยาก็ยังคงพล่ามต่อไปว่าไทนูและภาคตะวันตกนั้นยอดเยี่ยมเพียงใด พวกเขาใช้ถ้อยคำที่ดูหรูหรา แต่ก็ไม่อาจซ่อนสายตาที่ดูแคลนไว้ได้มิด

เมื่อพวกเขาเริ่มเสนอตัวจะแนะนำยูเดอร์ให้รู้จักกับสถานที่ชื่อดังในหมู่ขุนนางไทนู พรูเอลล์ก็สอดแทรกขึ้นมาเพื่อตัดบท

"ข้าแนะนำไทนูให้ท่านไอร์รู้จักมากพอแล้วล่ะ ไม่จำเป็นต้องรบกวนพวกท่านหรอก"

"โอ้ จริงด้วยสิ พอนึกดูแล้ว การตัดสินใจของท่านชายคนโตช่างยอดเยี่ยมจริงๆ คงเป็นเพราะท่านสืบทอดสายเลือดของดยุกไทน์มาสินะคะ"

น้องชายของบารอนรีบประจบพรูเอลล์พลางส่งยิ้มให้

"การตัดสินใจของท่านชายคนโต... ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ"

การได้ยินคำชมที่เปรียบเทียบเขากับบิดา ผู้ที่ไม่แยแสต่อความพินาศของตระกูลและผลาญทรัพย์สินทุกอย่างไปกับการพนัน สำหรับพรูเอลล์แล้วนั่นแทบจะเป็นการดูถูกกันเลยทีเดียว

"ถ้าอย่างนั้น เรามาคุยเรื่องกองทหารม้ากันดีกว่า เหล่าวีรบุรุษจากตะวันตกผู้ช่วยป่าซาเรนใหญ่เอาไว้! ข้ามีคำถามอยากถามตั้งแต่ก่อนจะมาที่นี่แล้วล่ะ"

"งั้นหรือคะ? ท่านไอร์เองก็เป็นผู้ปลุกพลังด้วยใช่ไหม? ท่านมีความสามารถอะไรหรือ?"

"..."

พรูเอลล์ขมวดคิ้ว ทำท่าจะอ้าปากพูดอีกครั้ง แต่ยูเดอร์ส่งสายตาห้ามไว้ การพบกันครั้งนี้ถูกจัดฉากขึ้นมาเพื่อหยั่งเชิงปฏิกิริยาของคีเซียร์และตัวเขาอย่างชัดเจน แม้จะขอบคุณที่พรูเอลล์ช่วยปกป้อง แต่เขาเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่อันตรายกว่านี้มามากนัก ในสายตาของอดีตผู้บัญชาการยูเดรน ไอร์ เรื่องแค่นี้ถือว่าขี้ผงมาก

ก่อนจะตอบ ยูเดอร์ปรายตาไปมองคีเซียร์ที่กำลังนั่งดูเหตุการณ์อยู่อย่างเงียบๆ แม้จะร่วมวงสนทนากับบารอนวิลเฮล์มและภรรยาอยู่ก็ตาม คีเซียร์ยกยิ้มบางๆ ที่คนอื่นแทบสังเกตไม่เห็น ราวกับจะบอกยูเดอร์ว่า 'ทำตามที่เจ้าต้องการได้เลย'

เขารู้ดีว่ายูเดอร์ไม่ต้องการความช่วยเหลือในสถานการณ์เช่นนี้

"ข้าพอจะใช้ดาบได้บ้าง และสามารถควบคุมพลังบางอย่างที่เกี่ยวกับธรรมชาติได้ครับ"

"อย่างเช่นไฟหรือน้ำงั้นหรือ?"

"ครับ"

"ข้าอยากจะเห็นสักครั้งจัง แต่คงไม่ใช่ที่นี่สินะ น่าเสียดาย ข้าเคยได้ยินนักเวทบอกว่าน้ำที่ผู้ปลุกพลังเรียกออกมาไม่ใช่น้ำจริงๆ และดื่มไม่ได้ ข้าเชื่อว่ามันไม่จริงหรอกนะ แต่ก็น่าสงสัยอยู่เหมือนกัน"

"งั้นหรือครับ?"

ยูเดอร์จ้องมองน้องชายของบารอนที่พูดประโยคนั้นออกมา แก้วของชายคนนั้นเกือบจะว่างเปล่า ยูเดอร์ขยับมือเล็กน้อย แผ่ขยายพลังออกไป ทันใดนั้น กระแสน้ำที่ถูกสร้างขึ้นจากอากาศธาตุก็หมุนวนอย่างสง่างามลงสู่แก้วใบนั้น

น้องชายของบารอนร้องลั่นด้วยความตกใจจนเผลอโยนแก้วทิ้ง ทำให้ภรรยาของเขาร้องกรี๊ดตามไปด้วย เหล่าคนรับใช้ที่อยู่แถวนาั้นพากันตกตะลึงจนทำข้าวของหลุดมือ น้ำกระเซ็นไปทั่วทุกทิศทาง

“นี่มันอะไรกัน อยู่ดีๆ ก็มาสร้างความวุ่นวาย!”

บารอนวิลเฮล์มที่มองไม่เห็นเหตุการณ์ชัดเจนเพราะมัวแต่จดจ่ออยู่กับคีเซียร์ ระเบิดอารมณ์ใส่ยูเดอร์ทันที ยูเดอร์ตอบกลับอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จ้องมองมา

"ข้าเพียงแค่ช่วยเติมน้ำที่สร้างจากพลังของผู้ปลุกพลังลงในแก้วที่ว่างเปล่า เพราะเขาอยากรู้ว่ามันดื่มได้หรือไม่เท่านั้นครับ ข้าคิดว่าเขาคงแค่ตกใจไปหน่อย แต่ก็น่าเสียดายที่แก้วแตกเสียแล้ว"

"...อะไรนะ?"

"ถ้าท่านนำแก้วใบใหม่มา ข้าสามารถเติมให้ได้อีกนะครับ บอกข้าได้เลย"

การใช้พลังเพียงเล็กน้อยอาจทำให้รู้สึกอึดอัดบ้าง แต่การเติมน้ำให้เต็มแก้วอีกใบไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขาเลย

คนในตระกูลวิลเฮล์มถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นท่าทีของยูเดอร์ที่พูดราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อครู่นี้ คนที่พวกเขาแอบหัวเราะเยาะในใจ กลับดูเหมือนสัตว์ร้ายที่ยากจะเข้าใจและไม่น่าไว้วางใจ บารอนวิลเฮล์มพยายามจะโกรธให้มากกว่าเดิม แต่คีเซียร์ชิงพูดตัดหน้าเสียก่อน

"โธ่เอ๋ย น่าเสียดายจังที่ผู้ช่วยผู้น่ารักของข้าอุตส่าห์แสดงความสามารถให้ดู แต่แค่กะอีแค่น้ำแก้วเดียวก็ทำให้ตกใจเสียแล้ว พี่น้องของท่านบารอนคงจะมีร่างกายที่อ่อนแอสินะ"

"นั่นมัน..."

"การได้รับน้ำจากมือของวีรบุรุษผู้ช่วยป่าซาเรนใหญ่นับเป็นเกียรติและเป็นเรื่องน่ายินดีไม่ใช่หรือ?"

สุดท้าย บารอนวิลเฮล์มก็ได้แต่เออออตามคำพูดของคีเซียร์ด้วยใบหน้าซีดเผือดด้วยความอับอาย

"ครับ คำพูดของฝ่าบาท... ถูกต้องแล้ว พี่น้องของข้าอ่อนแอมาตั้งแต่เด็กจนน่าเป็นห่วง ข้าต้องขออภัยด้วย..."

น้องชายของบารอนลุกขึ้นยืนด้วยตัวที่สั่นเทา เขาเหลือบมองยูเดอร์ด้วยความหวาดกลัวครู่หนึ่งก่อนจะเบือนหน้าหนี

"แก้วใบใหม่... ไม่ต้องหรอกครับ ข้ากับภรรยาต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้า คงต้องขอตัวไปพักสักครู่"

เขารีบเดินออกไปพร้อมกับภรรยาพลางค้อมศีรษะให้คีเซียร์ คนที่เหลือไม่กล้าจ้องมองยูเดอร์เหมือนก่อนหน้านี้อีกเลย ยกเว้นคีเซียร์ที่ยกแก้วขึ้นดื่มพร้อมรอยยิ้ม และพรูเอลล์ที่กำลังเม้มริมฝีปากเพื่อกลั้นหัวเราะสุดชีวิต

มื้อค่ำวันครบรอบแต่งงานปีที่ 20 ของบารอนวิลเฮล์มจบลงท่ามกลางบรรยากาศที่เย็นยะเยือก เดิมทีบารอนตั้งใจจะหาโอกาสทำข้อตกลงความร่วมมือกับคีเซียร์ แต่สุดท้ายเขากลับไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยถึงมัน

หลังจากมื้อค่ำจบลงและบารอนขอตัวไปจัดการธุระด่วน พรูเอลล์ก็เดินตามทั้งคู่มา เมื่อมาถึงทางแยกที่มุ่งหน้าไปยังอาคารที่พัก เขาหัวเราะออกมาเบาๆ เพื่อเลี่ยงความสนใจของคนอื่น

"ท่านชายคนโตแห่งไทนู ดูเหมือนท่านจะอารมณ์ดีขึ้นมากเลยนะครับหลังจากเรื่องเมื่อกี้"

"เรียกข้าว่าเอลล์เถอะ ข้าเบื่อที่ต้องถูกเรียกด้วยชื่อตระกูลที่นี่เต็มทนแล้ว"

พรูเอลล์ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มและถอนหายใจยาวพลางแหงนมองท้องฟ้ายามค่ำคืน เขาดูผ่อนคลายขึ้นมากเมื่อผมที่เคยรวบตึงไว้เริ่มยุ่งเหยิงเพราะแรงลม

"ตอนนี้พอข้าโตเป็นผู้ใหญ่และอาจจะได้สืบทอดตำแหน่ง พวกเขาก็ประจบประแจงข้าแบบนั้น แต่ตอนข้ายังเด็กมันไม่ใช่แบบนี้เลย ข้ามักจะถูกตราหน้าว่าเป็นลูกนอกสมรสเพราะหน้าตาไม่เหมือนพี่น้องหรือพ่อแม่"

"งั้นหรือครับ? สำหรับข้า ท่านดูเหมือนรูปเหมือนของดยุกไทน์รุ่นแรกมากเลยนะครับ"

"ใช่ คนที่รู้ประวัติศาสตร์ย่อมรู้ดีว่าข้าเหมือนบรรพบุรุษมากกว่าใคร แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะรู้เรื่องนั้น"

หลังจากตอบ พรูเอลล์ก็หันไปหายูเดอร์และยิ้มอย่างซุกซน

"โชคดีจังที่ข้าไม่ได้ทำอะไรเกินตัวไป ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้เห็นการเคลื่อนไหวที่ยอดเยี่ยมของท่าน ขอบใจนะที่ให้ข้าได้ชมอะไรที่น่าประทับใจขนาดนี้"

"ด้วยความยินดีครับ"

"อา แต่พอนึกขึ้นได้... จริงๆ ข้ายังมีเรื่องอยากเล่าเกี่ยวกับนิพอลเลนอีกเยอะเลย แต่เมื่อกี้พวกเขามัวแต่ขวางคออยู่"

"มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปงั้นหรือ?"

เมื่อคีเซียร์ถาม พรูเอลล์ก็ทำท่าครุ่นคิดพลางพึมพำว่า "หืม..."

"ข้าไม่แน่ใจว่านี่เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงได้ไหม แต่เมื่อวานมีเรื่องแปลกๆ เกิดขึ้นครับ"

พรูเอลล์มักจะสั่งให้ยกอาหารไปเสิร์ฟที่ห้องบ่อยๆ เพราะเขาต้องคอยดูแลนิพอลเลน ปกตินิพอลเลนมักจะระแวดระวังหรือหลบซ่อนตัวเวลาคนอื่นเข้ามาในห้อง แต่เมื่อวานนี้ มันกลับไม่มีท่าทีแบบนั้นกับคนรับใช้ที่ยกอาหารมาให้เลย พรูเอลล์แปลกใจมากที่เห็นนิพอลเลนจ้องมองคนรับใช้คนนั้นในขณะที่เขากำลังจัดจาน แถมยังเข้าไปดมจากระยะไกลเหมือนแมวที่กำลังสำรวจกลิ่นด้วย

"ข้าอาจจะเคยละเลยเรื่องนี้ไป แต่พอนึกถึงประสบการณ์ที่ผ่านมา ข้าว่าบอกพวกท่านไว้น่าจะดีกว่า"

ในเมื่อค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่านิพอลเลนมีความสามารถในการแยกแยะผู้ปลุกพลัง นอกเหนือไปจากพลังในการแปลงร่าง ข้อมูลนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง

"หืม คนรับใช้คนนั้นเป็นคนที่เจ้าเคยเห็นมาก่อนหรือเปล่า?"

"นั่นเป็นครั้งแรกครับ พอข้าถาม เขาบอกว่าเป็นคนมาใหม่"

สายตาของคีเซียร์เบนไปยังอาคารหลัก

"หากเป็นแค่ผู้ปลุกพลังที่ซ่อนตัวตนไว้ก็คงไม่มีอะไรน่าห่วง แต่เมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่เกิดเรื่อง ข้าก็มีความคิดบางอย่างอยู่เหมือนกัน"

"ครับ เพราะอย่างนั้น ข้าเลยอ้างเรื่องนิพอลเลนและสั่งให้ส่งคนรับใช้คนนี้มาที่ห้องข้าเพื่อเสิร์ฟอาหารหรือทำงานจุกจิกตั้งแต่นี้เป็นต้นไป หากพวกท่านอยากพบเขาเมื่อไหร่ ก็บอกข้าได้เลย"

"หากเขามีอันตราย เราก็ไม่ควรเสียเวลา เพราะมันจะไม่เป็นผลดีต่อเราเลย ไม่สืบสวนเขาตอนนี้เลยล่ะครับ?"

เมื่อได้ยินคำพูดของยูเดอร์ คีเซียร์ก็ลูบคางเบาๆ

"จริงด้วย แต่มีคนกำลังรอรายงานจากข้าทันทีที่ข้ากลับไปนะสิ และเจ้าเองก็มีเรื่องด่วนที่ต้องไปจัดการเหมือนกัน"

ยูเดอร์รู้อยู่แล้วว่าระหว่างที่เขากำลังเตรียมตัวอย่างไร้ประโยชน์เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงของบารอนวิลเฮล์ม นาธาน ซัคเกอร์แมน และเอเวอร์ได้กลับมาแล้ว และแจ้งว่าพวกเขามีเรื่องสำคัญที่ต้องรายงาน

"ถ้าอย่างนั้น ข้าจะไปคนเดียวครับ"

คีเซียร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร ยูเดอร์ก็ชิงพูดขึ้นก่อนทันที

"ไม่ต้องกังวลครับ ข้าไปประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น"

สุดท้าย คีเซียร์ก็ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน

"ข้ารู้ดีว่าผู้ช่วยของข้าไม่ใช่คนที่จะยอมใครง่ายๆ เชิญตามสบายเลย"