บทที่ 355 ข้าจริงใจเสมอ
มาร์ตี้ไม่ได้หลั่งน้ำตาออกมาแม้แต่หยดเดียวจนกระทั่งเล่าเรื่องจบ ในฐานะคนที่เด็ดเดี่ยวพอจะทิ้งบ้านเกิดมายังจักรวรรดิ และมุ่งมั่นที่จะตามหาชีวิตใหม่แม้หลังจากน้องชายเสียชีวิต นางจึงสามารถดึงสติกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
ยูเดอร์อยากจะถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาฮันและกลุ่มผู้ปลุกพลังรอบตัวเขา แต่ตัดสินใจเลื่อนออกไปก่อนและฝากเรื่องนี้ไว้กับลูซานหรือคนอื่นๆ แทน ยูเดอร์เรียบเรียงข้อมูลที่เพิ่งได้รับขณะเดินออกจากห้อง
ความประทับใจแรกตอนที่พวกเขาพบกลุ่มคนที่สูญเสียความทรงจำกับเรื่องเล่าของมาร์ตี้นั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก คนเหล่านี้คือเหยื่อจากความขัดแย้งภายในของกลุ่มดาวแห่งนากราน การที่คนกลุ่มนี้ต้องมาอยู่ในสภาพร่อแร่และอาจจะถูกฆ่าทิ้งหากกองทหารม้าไม่ช่วยไว้ ทำให้พวกเขาคาดเดาถึงความแค้นที่มืดบอดซึ่งนาฮันและผู้ติดตามเก็บงำไว้ได้
'หากพวกเขาเดินตามเส้นทางเดิมเหมือนในชาติก่อน ก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าพวกเขาคงพินาศในการปะทะกันเอง'
พลังของนาฮันแข็งแกร่งมาก เป้าหมายของเขาที่จะปกป้องผู้ปลุกพลังอย่างไม่มีเงื่อนไขนั้นชัดเจน ไม่ยากเลยที่จะจินตนาการว่าเขาดูน่าเลื่อมใสเพียงใดในสายตาของผู้ปลุกพลังที่เก็บงำความแค้นและความหวาดกลัวต่อคนธรรมดา การที่พวกเขากำจัดแม้กระทั่งคนธรรมดาที่ล่วงรู้ข้อมูลภายใน และชิงอำนาจมาจากกลุ่มที่พยายามเข้าหาคนธรรมดา ย่อมเป็นผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจสำหรับพวกเขาอย่างยิ่ง
การใช้กำลังนั้นทั้งง่ายและสะดวกสบาย ทว่าพวกเขาไม่สามารถบรรลุทุกสิ่งได้ด้วยกำลังเพียงอย่างเดียว ผลลัพธ์จากชีวิตก่อนและตัวยูเดอร์เองที่พิสูจน์เรื่องนี้ด้วยชีวิต คือพยานบุคคลที่ยังมีลมหายใจของความจริงข้อนั้น
“ยูเดอร์”
คีเซียร์เรียกเขาจากระยะไม่ไกลนัก ความคิดที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างเย็นชาของเขามลายหายไปในพริยตา ราวกับหิมะที่ต้องแสงแดด ยูเดอร์หยุดความคิดลงและจ้องมองใบหน้ายิ้มแย้มของชายผู้โบกมือให้เขาเบาๆ
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าถูกนักบวชลูซานเรียกตัวไปกะทันหัน เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“หนึ่งในคนที่นักบวชดูแลอยู่ได้สติกลับมาในวันนี้ครับ ข้าเลยไปเยี่ยมดูอาการ”
“จริงหรือ? นางจำสถานการณ์ก่อนและหลังเกิดเรื่องได้มากน้อยแค่ไหน?”
“นางจำเหตุการณ์ส่วนใหญ่ได้ครับ สถานการณ์ไม่ได้ต่างจากที่เราคาดไว้เท่าไหร่ ข้าเลยตัดสินใจว่าจะถามรายละเอียดหลังจากนางพักฟื้นอีกสักนิดแล้วค่อยออกมาครับ”
คีเซียร์เงียบไปครู่หนึ่งหลังจากฟังเรื่องของมาร์ตี้
“นาฮันใช้วิธีการได้เจ้าเล่ห์นัก เขาเชี่ยวชาญในการปลุกระดมความแค้นของผู้คนพอตัวเลยทีเดียว”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นครับ”
“ข้าสงสัยจังว่าความบ้าคลั่งนั้นมันมาจากไหนกันแน่ แล้วเจ้าล่ะ?”
ยูเดอร์ไม่เคยรู้สึกอยากรู้เรื่องของนาฮันเลย เขาจึงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง แม้จะรู้ดีว่าความสนใจที่คีเซียร์มีต่อนาฮันเป็นเพียงความอยากรู้อยากเห็นอันบริสุทธิ์และไม่เกี่ยวข้องกับพลังลวงตาของเขา แต่ความรู้สึกเย็นยะเยือกกลับแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของยูเดอร์อย่างกะทันหัน
“ไม่จำเป็นต้องไปสงสัยเรื่องของคนแบบนั้นหรอกครับ เขาคงอยู่ได้ไม่นานและจะพินาศด้วยน้ำมือตัวเองในที่สุด”
“นั่นเป็นคำทำนายที่ฟังดูจริงจังเชียว เจ้าไม่ได้ปลุกพลังพยากรณ์ขึ้นมาใช่ไหม?”
“...”
“ข้าล้อเล่นน่ะ แต่เวลาที่ผู้ช่วยของข้าพูดอะไรแบบนั้นออกมา มันกลับรู้สึกว่าไม่ใช่แค่คำพูดลอยๆ เลยนะ”
คีเซียร์ผู้ไม่อาจมองเห็นว่ายูเดอร์คือคนที่เคยเห็นจุดจบมาแล้วจริงๆ เอ่ยด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย แต่กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกที่น่าเกรงขาม
“ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะบรรลุสิ่งที่ต้องการด้วยวิธีการแบบนั้นได้หรอก แต่การรู้ถึงสาเหตุอาจทำให้เราหาวิธีป้องกันไม่ให้มีเหยื่อผู้บริสุทธิ์เพิ่มขึ้นได้เร็วขึ้น หรือบางทีมันอาจจะเป็นคำเตือนไม่ให้เรากลายเป็นสัตว์ร้ายเหมือนพวกเขาก็ได้นะ จริงไหม?”
คำพูดที่ว่าคนเราสามารถระวังตัวไม่ให้กลายเป็นสัตว์ร้ายเหมือนนาฮันได้นั้น ติดตรึงอยู่ในใจของยูเดอร์อย่างประหลาด
“ทำไมท่านถึงพูดแบบนั้นล่ะครับท่านหัวหน้า? ไม่ว่าท่านจะทำอะไร ท่านไม่มีวันเป็นแบบนั้นหรอกครับ”
“ขอบใจนะที่พูดแบบนี้”
ใบหน้าของคีเซียร์ดูประหลาดใจเล็กน้อยตอนที่ตอบกลับ แต่เขาก็ส่งยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นออกมาทันที
“อย่างไรก็ตาม การไม่ลืมที่จะระแวดระวังอยู่เสมอก็เป็นหนทางที่ข้าอยากจะก้าวเดินไป หากข้าประมาท ข้าอาจจะถลำลึกไปสู่ความคิดที่เห็นแก่ตัวได้ง่ายๆ มนุษย์เราก็เป็นสิ่งมีชีวิตเช่นนั้นแหละ ข้าเองก็เช่นกัน”
คีเซียร์นิยามตัวเองว่าเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งอย่างไม่เคอะเขิน ยูเดอร์ที่ได้ฟังคำนั้นพลางนึกสงสัยว่าตัวเขาเองในชาติก่อนเป็นอย่างไร เขาเคยตระหนักถึงจุดอ่อนของตัวเองและพยายามไม่ลืมความเป็นไปได้ที่จะทำผิดพลาดบ้างไหม? เขาเคยหวาดระแวงบ้างไหมว่าสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในวังวนแห่งความแค้นและความบ้าคลั่งนั้นอาจกลายเป็นตัวเขาเอง?
'...ข้าไม่เคยทำแบบนั้นเลย'
ต่อให้พยายามเริ่มทำตอนนี้ มันก็คงไม่สำเร็จ เขาเกิดมาเป็นมนุษย์ประเภทนั้น ช่างโชคดีเหลือเกินที่ไม่ใช่เขา แต่เป็นคีเซียร์ที่ได้เป็นผู้บัญชาการกองทหารม้า ยูเดอร์หวนนึกถึงความชาญฉลาดในการตัดสินใจไม่รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการในชีวิตนี้แล้วรู้สึกโล่งอกขึ้นมา
“ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลหรอกครับท่านหัวหน้า ท่านไม่มีวันทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นแน่”
“หืม ผู้ช่วยของข้าให้เกียรติข้าเกินไปแล้ว”
“ถ้ามันทำให้ลำบากใจ ข้าจะหยุดพูดครับ”
“ทำไมล่ะ?”
คีเซียร์ดึงเอวเขาเข้าหาพลางซบหน้าลงกับเขาด้วยความเอ็นดู ทันใดนั้น เหล่าคนรับใช้ของบารอนวิลเฮล์มที่เดินผ่านระเบียงใกล้ๆ ต่างพากันตกใจ หลับตาปี๋แล้วรีบเลี่ยงหนไป ดวงตาสีแดงคู่สวยจ้องมองตามแผ่นหลังที่ไกลออกไปพลางยิ้มอย่างพึงใจ
“ก็บอกแล้วไง ว่าข้าชอบให้คนมาพึ่งพาน่ะ”
“เจ้าอยู่ที่นี่หรือเปล่า นาฮัน?”
ประตูถูกเปิดออกพร้อมกับคนกลุ่มหนึ่งที่ก้าวเข้ามา นาฮันซึ่งกำลังอ่านกองเอกสารบนโต๊ะเงยหน้าขึ้นอย่างสงบ เขาไม่ได้สะทกสะท้านต่อการมาเยือนที่หยาบคายนั้นเลย
“มีอะไรหรือ พี่น้อง?”
“บัดซบ เลิกพูดคำว่า 'พี่น้อง' นั่นทีเถอะ พวกเราไปเป็นพี่น้องกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เจ้าต้องการอะไรจากนาฮัน? ถ้ามาหาเรื่องล่ะก็ ไสหัวไปซะ”
คนที่นั่งอยู่ข้างๆ นาฮันขมวดคิ้วแล้วลุกขึ้นยืน เตรียมท่าทางตั้งรับทันที บรรยากาศระหว่างพรรคพวกของนาฮันกับกลุ่มผู้มาเยือนตึงเครียดขึ้นมาในพริบตา
“ตอนนี้ทั่วทั้งไทน์กำลังวุ่นวายไปหมดเพราะสิ่งที่เจ้าทำ แม้แต่ผู้ปลุกพลังที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วยยังไม่กล้าออกไปข้างนอกเพราะข่าวลือว่าคนทำคือผู้ปลุกพลัง เจ้าไม่สนใจบ้างเลยหรือไง?”
ผู้ปลุกพลังที่ตะโกนถามว่าเรื่องนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อไหร่ กลับได้รับเพียงเสียงเย้ยหยันจากฝ่ายนาฮัน
“นี่กลายเป็นความผิดของนาฮันไปหมดแล้วงั้นหรือ? อาจจะเป็นเพราะพวกคนธรรมดาที่ปากโป้งเอาเรื่องของเราไปบอกข้างนอก หรือไม่ก็ไอ้ดยุกไทน์สารเลวนั่นต่างหาก!”
“เจ้ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนเลยด้วยซ้ำว่าคนธรรมดาเป็นคนปากโป้ง! เจ้ามันบ้าไปแล้ว ทำไมถึงทำแบบนี้?”
“เพราะพวกเราไม่ได้ขี้ขลาดเหมือนพวกเจ้าไงล่ะ พวกเรามีพลังพอที่จะล้างแค้นให้พี่น้องของเรา!”
บรรยากาศพลันเย็นเยียบลงยิ่งกว่าเดิม หนึ่งในพรรคพวกของนาฮันคำรามเสียงต่ำ พยายามข่มอารมณ์แล้วระเบิดออกมาอีกครั้ง
“เจ้าที่ลอบเข้าไปในฝ่ายบริหารความมั่นคงตอนที่เรากำลังขุดคุ้ยความลับของดยุกไทน์ ก็ไม่ได้ต่างจากพวกเรานักหรอก ถ้าช่วยเรื่องสำคัญไม่ได้ อย่างน้อยก็เลิกมาขวางทางพวกเราซะที”
ใบหน้าของผู้ปลุกพลังสายประนีประนอมถอดสี
“พวกเราไปตามหาคนที่ถูกขับไล่ออกไปต่างหาก! พวกเราต่างจากพวกเจ้า!”
“แล้ว... หาเจอไหมล่ะ?”
นาฮันที่นั่งดูการโต้เถียงระหว่างสองฝ่ายอยู่นาน ในที่สุดก็เอ่ยขึ้น แม้เขาจะพูดช้าๆ แต่ทุกคนกลับชะงักทันที แม้แต่ผู้ปลุกพลังสายประนีประนอมที่พยายามสะกดอารมณ์โกรธไว้ ก็ไม่อาจห้ามตัวเองไม่ให้สั่นเทาได้ มีรังสีบางอย่างในตัวเขาที่บีบคั้นให้ทุกคนรู้สึกหวาดกลัว ไม่รู้ว่าเป็นเพราะรอยแผลเป็นน่าสยดสยองบนใบหน้า หรือเพราะความสงบอย่างประหลาดที่ไม่เคยทำให้เขาเสียสติกับเพื่อนผู้ปลุกพลังเลยแม้แต่ครั้งเดียว แต่ทุกคนกลับรู้สึกเสียวสันหลังวูบทุกครั้งยามที่เขาเคลื่อนไหว
“พวกเรา... หาพวกเขาไม่พบ”
หนึ่งในสมาชิกสายประนีประนอมตอบตะกุกตะกักด้วยความหวาดกลัว นาฮันถอนหายใจเบาๆ เขาวางเอกสารในมือลงแล้วลุกขึ้นยืน ทันใดนั้น ผ้าคลุมที่พาดบ่าอยู่ก็ร่วงลง เผยให้เห็นบาดแผลที่เพิ่งได้รับการรักษาตรงหัวไหล่
นั่นคือแผลที่นาฮันได้รับจากกองทหารม้าก่อนจะทิ้งป่าซาเรนใหญ่มา แผลนั้นลึกมากจนมีเสียงลือว่าถ้าไม่มีใครที่มีความสามารถในการห้ามเลือด เขาอาจจะต้องเสียแขนไปข้างหนึ่ง นั่นคือเหตุผลว่าแม้จะหายดีในระดับหนึ่งแล้ว เขาก็ยังเคลื่อนไหวแขนได้ลำบาก แต่นั่นก็ไม่ได้ส่งผลต่อพลังของนาฮันเลย
“พี่น้อง ถ้าพวกเจ้าใช้พวกเราเป็นเหยื่อล่อไปถึงขนาดนั้นแล้ว ก็น่าจะร่องรอยอะไรบ้างสิ”
“นี่เจ้าแอบเฝ้าดูพวกเราอยู่หรือ?”
“ข้าจริงใจเสมอ”