บทที่ 348 แมว
นั่นเป็นการปลอบโยนในแบบฉบับของคีเซียร์ และในแง่หนึ่ง ยูเดอร์รู้สึกมั่นใจในคำพูดเหล่านั้น ราวกับว่าคีเซียร์สามารถรับมือกับการแสดงที่แสนงุ่มง่ามของเขาได้ทุกอย่าง ความรู้สึกละเอียดอ่อนบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจเขา
'การได้เรียบเรียงความคิดแบบนี้ทำให้สบายใจขึ้นมาก ขอบคุณท่านจริงๆ'
ท้ายที่สุดแล้ว เหตุผลที่เขายอมรับบทบาทนี้และมุ่งมั่นทำให้ดีที่สุดก็เพื่อคีเซียร์เพียงคนเดียว เพราะไม่ว่ามองมุมไหน หากปล่อยคีเซียร์ไว้ตามลำพัง เขาคงจะพลิกสถานการณ์ทุกอย่างด้วยตัวเองจนเรื่องจบลงแบบดื้อๆ ดังนั้นแม้ว่าเขาจะทำได้ไม่ดีนัก แต่เขาก็ตั้งใจจะทำเท่าที่ทำได้
'เมื่อทำไปเรื่อยๆ ทุกอย่างก็จะดีขึ้นเอง... เหมือนที่ผ่านมา'
เขาสลัดความคิดฟุ้งซ่านและสำรวจสภาพแวดล้อมขณะเดินเคียงข้างคีเซียร์ ทันใดนั้น ต้นไม้ประดับเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลก็ส่งเสียงกรอบแกรบผิดปกติ
“ท่านผู้บัญชาการ ระวังครับ”
ยูเดอร์ก้าวไปข้างหน้าเตรียมใช้พลัง แต่ก็ต้องชะงักและหยุดการเคลื่อนไหวลงทันที เมื่อเห็นแมวตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มใบไม้
'แมวอย่างนั้นหรือ...?'
“ช่างน่าประทับใจจริงๆ เจ้าถึงกับจะปกป้องข้าจากแมวตัวจ้อยแค่นี้เลยหรือเนี่ย น่าตื่นเต้นมากนะ แต่จำไว้ว่าร่างกายเจ้ายังฟื้นตัวไม่เต็มที่นะ” คีเซียร์กล่าวกลั้วหัวเราะ ขณะที่แมวตัวนั้นจ้องมองพวกเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้พลางขยับจมูกฟุดฟิด มันมีหน้าอกและท้องสีขาว แต่ใบหน้าและลำตัวส่วนอื่นเป็นสีส้มแดง พร้อมขนยาวฟูสีเหลืองนวล
“ขออภัยครับ ข้าคิดว่าแม้แต่คนอย่างนาฮันก็น่าจะอยู่ที่ไทนุด้วย ก็เลย... ระแวงมากไปหน่อย”
ระหว่างที่เขากำลังตอบ แมวตัวนั้นก็เดินเข้ามาคลอเคลียที่เท้าของยูเดอร์ มันใช้ตัวปัดขาข้างหนึ่ง พอเขามองลงไป มันก็หันไปถูไถขาอีกข้างหนึ่งต่อ
“ดูเหมือนมันจะชอบเจ้านะ”
“...ข้าว่ามันแค่หิวมากกว่าครับ”
การปรากฏตัวของแมวตัวนี้ให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป อาจเป็นเพราะเรื่องราวที่เขาได้ยินจากพรูเอลล์เมื่อวันก่อน แต่น้องชายของพรูเอลล์ไม่น่าจะมาเดินเตร่อยู่ในที่แบบนี้ และพวกเขาก็มีกำหนดจะพบกันที่คฤหาสน์เร็วๆ นี้อยู่แล้ว ยูเดอร์พยายามขยับหนีแมวที่คอยจะตะปบเขา แต่แมวก็ไม่ยอมไปไหน มันยังคงเดินตามเขาต้อยๆ
“...”
“ดูจากขนที่สะอาดสะอ้านแบบนี้ น่าจะเป็นแมวที่มีเจ้าของนะ เราควรบอกคนรับใช้ให้ตามหาเจ้าของมันหน่อย”
ขณะที่คีเซียร์ก้มลงและยื่นมือออกไป แมวตัวนั้นกลับถอยรั้งด้วยท่าทางระแวดระวัง แต่พอดยูเดอร์ลดมือลงอย่างเสียไม่ได้ แมวกลับเดินเข้ามาหาเขาอีกครั้งราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“เป็นแมวที่รสนิยมเฉพาะตัวจริงๆ”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของคีเซียร์ ยูเดอร์จึงเป็นฝ่ายอุ้มแมวกลับไปที่คฤหาสน์แทน ทว่าเมื่อมาถึง บรรยากาศของคฤหาสน์กลับดูผิดแปลกไปจากปกติอย่างเห็นได้ชัด เหล่าคนรับใช้จำนวนมากเดินวุ่นไปทั่วอาคาร และเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความวิตกกังวล
“ท่านดยุกเปเลต้า! อะไรทำให้ท่านเสด็จมาที่นี่หรือครับ?”
“เราออกไปเดินเล่นกันมาน่ะ แต่... ข้าเห็นคนพลุกพล่านกว่าปกติ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือ?”
“เอ่อ คือว่า...”
คนรับใช้สบตากันอย่างลำบากใจ ราวกับเกรงว่าดยุกเปเลต้าจะทรงกริ้วกับความวุ่นวายนี้ แต่ครู่ต่อมา มีคนสังเกตเห็นยูเดอร์ที่ยืนถอยฉากอยู่ข้างหลัง และตะโกนออกมาด้วยความลืมตัว
“เดี๋ยวก่อน! แมว! นั่นมันแมวนี่นา!”
“แมว! เจอแมวแล้ว!”
คนรับใช้แถวนั้นต่างกรูกันเข้ามาหายูเดอร์ เจ้าแมวขนฟูส่งเสียงขู่ฟ่อด้วยความไม่พอใจ แต่มันก็สงบลงทันทีเมื่อยูเดอร์ก้าวถอยหลังก้าวหนึ่ง
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“พวกเจ้าหาแมวตัวนี้อยู่หรือ? ที่ไหนล่ะ?” คีเซียร์หรี่ตาถามด้วยน้ำเสียงกดดัน
ทันใดนั้น มีเสียงร้องเรียกอย่างสิ้นหวังดังมาจากด้านหลัง ชายผมสีแดงที่วิ่งเข้ามาคือคนแปลกหน้าที่เขาเริ่มจะคุ้นหน้า คนเดียวกับที่เขาเจอเมื่อวานนี้เอง
ทันทีที่พรูเอลล์เห็นแมวในอ้อมแขนของยูเดอร์ เขาก็ดูดีใจจนเนื้อเต้น เขาหลับตาลง สูดลมหายใจลึกอย่างโล่งอก ก่อนจะค้อมตัวลงคำนับคีเซียร์อย่างนอบน้อม
“ข้าขอประทานอภัยที่เสียมารยาท... ข้าชื่อพรูเอลล์ แวน ไทน์ ครับ”
ข้าเผ้าและเสื้อผ้าของเขาดูยุ่งเหยิงผิดกับภาพลักษณ์เมื่อวานโดยสิ้นเชิง แม้จะดูสับสนวุ่นวาย แต่เขาก็ยังไม่ลืมมารยาททางการทูต เนื่องจากในทางทฤษฎีแล้วนี่คือการพบกันครั้งแรก คีเซียร์จึงยิ้มรับเล็กน้อย
“อา... ลูกชายคนโตแห่งไทน์ ข้าได้ยินมาว่าเจ้าจะมา แมวตัวนี้เป็นของเจ้าอย่างนั้นหรือ?”
“...ข้าต้องขออภัยจริงๆ ที่ปรากฏตัวในสภาพน่าอายเช่นนี้ต่อหน้าท่าน แต่ใช่ครับ แมวตัวนี้เป็นของข้าเอง”
ในวินาทีที่ความจริงถูกเปิดเผย ยูเดอร์รู้สึกราวกับว่าน้ำหนักของแมวในอ้อมแขนนั้นหนักอึ้งขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ ถึงจะรู้ว่าการแปลงร่างเป็นสัตว์ไม่ส่งผลต่อพฤติกรรมดั้งเดิม แต่แมวตัวนี้ดูเหมือนแมวบ้านทั่วไปจนแทบไม่น่าเชื่อว่าครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์
ยูเดอร์เคยได้ยินมาว่าแมวจะรู้สึกสบายใจกว่า แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะออกมาในรูปนี้ คีเซียร์จ้องมองแมวอยู่ครู่ใหญ่ก่อนจะเบนสายตากลับมาที่พรูเอลล์ ทั้งสองสบตากันอย่างมีความหมาย
“ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว มัวไปทำหายได้ยังไงกัน?”
“แมวของข้าค่อนข้างขี้กลัวและหวาดระแวงคนมากครับ พอคนรับใช้เปิดประตูเพื่อนำมื้อเช้าไปให้ มันก็ตกใจและมุดหนีออกไปทางช่องว่างนั้น กว่าจะรู้ตัวเราก็หามันไม่เจอแล้วครับ”
“อืม... แต่ดูเหมือนเจ้าแมวตัวนี้จะถูกชะตากับเพื่อนของข้านะ เราเจอมันตอนไปเดินเล่น แล้วมันก็เดินตามไม่ยอมห่าง ลำบากอยู่เหมือนกัน แต่ก็นับว่าโชคดีที่พามาคืนเจ้าของได้”
พรูเอลล์มองยูเดอร์ที่กำลังอุ้มแมวด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“คือว่า... มันเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน”
ยูเดอร์ส่งแมวคืนให้พรูเอลล์ เจ้าแมวที่ไม่เคยส่งเสียงเลยสักนิดกลับร้องเมี๊ยวเบาๆ ออกมาเป็นครั้งแรก พรูเอลล์ลูบขนมันด้วยมือที่สั่นเทาและกล่าวขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“ข้าคงปล่อยให้ท่านกลับไปโดยไม่ได้ตอบแทนที่ช่วยหาแมวให้ไม่ได้ ท่านพอจะมีเวลาขึ้นไปดื่มชาข้างบนไหมครับ?”
สถานการณ์เปลี่ยนไปจากแผนเดิมเล็กน้อย แต่คำตอบนั้นถูกกำหนดไว้แล้ว คีเซียร์ตอบอย่างวางท่าว่าเขาไม่ได้มีธุระที่ไหน และมุ่งหน้าไปยังห้องรับแขกในที่พักของพรูเอลล์พร้อมกับยูเดอร์ หลังจากสั่งให้คนรับใช้ออกไปหมดแล้ว พรูเอลล์ก็วางแมวลง เขาถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกและมองมันด้วยแววตาเปี่ยมรัก
“นิพอลเลน”
ท่าทางที่ดูแข็งกร้าวและสง่างามเมื่อครู่มลายหายไปราวกับภาพลวงตา
“ที่นี่ไม่ใช่บ้านของเรานะ พี่บอกแล้วใช่ไหมว่าให้ระวังตัว โชคดีที่ท่านดยุกเป็นคนเจอตัวเจ้า แต่ถ้าเป็นคนอื่นจะเกิดอะไรขึ้น...!”
ราวกับจะยอมรับผิด เจ้าแมวเบือนหน้าหนีและก้มลงเลียอุ้งเท้าของมัน คีเซียร์ที่เฝ้ามองเหตุการณ์ด้วยความสนใจพูดขึ้นขณะนั่งลงบนเก้าอี้
“แมวตัวนั้นคือน้องชายของเจ้าจริงๆ หรือ? ไม่อยากจะเชื่อเลยแม้จะเห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาแบบนี้”
“ครับ เป็นความจริง นี่คือน้องชายของข้า นิพอลเลน แวน ไทน์”
“เขาคืนร่างเป็นมนุษย์ที่นี่ได้ไหม? ข้ามีบางอย่างที่อยากจะถามเขาโดยตรง”
“ขอเวลาให้เขาได้สงบสติอารมณ์สักครู่ครับ อย่างที่ข้าเรียนให้ท่านทราบเมื่อวาน นิพอลเลนเกิดมาพร้อมกับโรคประหลาดประจำตระกูล เขาจึงไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่นได้อย่างอิสระนัก”
“ดูเหมือนจะไม่ใช่ปัญหาทางร่างกาย... เป็นปัญหาทางจิตใจหรือครับ?”
“ใช่ครับ ถูกต้องแล้ว”
หลังจากพูดจบ พรูเอลล์ลูบไล้แมวอยู่พักหนึ่งก่อนจะอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ 'โรคประหลาดประจำตระกูล' นี้
“ในตระกูลไทน์ มีบางครั้งที่ผู้ที่เกิดมา แม้จะมีร่างกายแข็งแรงและมีสติครบถ้วน แต่กลับปิดปากเงียบและปฏิเสธที่จะสื่อสารกับโลกภายนอกไปตลอดชีวิต เนื่องจากพวกเขามักจะจมดิ่งอยู่ในโลกส่วนตัว จึงมักจะเพิกเฉยต่อสิ่งเร้าภายนอกที่ไม่คุ้นเคย หรือบางครั้งก็หวาดกลัวสิ่งเหล่านั้นไปเลย”
พรูเอลล์สันนิษฐานว่าอาการนี้อาจเป็นผลจากการที่ลักษณะนิสัยพื้นฐานของตระกูลไทน์ ซึ่งมักจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างรุนแรง แสดงออกมาในระดับที่เข้มข้นกว่าปกติ เขาคิดว่าความแตกต่างของแต่ละคนมีเพียงแค่ว่าลักษณะนี้จะรุนแรงหรือเบาบางเพียงใดเท่านั้น และหากเป็นเช่นนั้น ทุกคนในตระกูลไทน์ก็อาจจะไม่ต่างจากนิพอลเลนมากนัก
ในกรณีของนิพอลเลน อาการไม่ได้รุนแรงถึงขั้นสุด เขายังสื่อสารกับผู้อื่นได้บ้างเป็นครั้งคราว และยังสามารถแสดงเจตจำนงออกมาได้โดยตรง แต่ผู้ที่จะรับรู้ได้มีเพียงเหล่าพี่น้องของเขาเท่านั้น
“หากท่านได้เห็นเขาตอนเป็นมนุษย์ ท่านจะรู้ว่าเขาเป็นเด็กที่น่ารักมาก และไม่มีปัญหาในการอยู่ร่วมกับใครเลย แม้จะเป็นโรคนั้นก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้น ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่เคยแวะมาเยี่ยมเขาเลยสักครั้ง”
พรูเอลล์กล่าวว่า การมีใครสักคนสนใจในตัวเรา (แม้มันจะน่ารำคาญบ้าง) ยังดีกว่าการมีพ่อแม่ที่สนใจแต่เรื่องพนัน ทุกคนในห้องรับรู้ได้ทันทีว่าคำพูดที่ว่า 'ไม่เห็นกับตาไม่รู้หรอก' ของพรูเอลล์แฝงไปด้วยความเจ็บปวดเพียงใด
พรูเอลล์นำชามน้ำใบเล็กมาวางให้แมว ขณะที่แมวกำลังดื่มน้ำและเลียขนเพื่อคลายความตื่นตระหนก ทั้งสามคนก็เริ่มเข้าสู่บทสนทนาที่เป็นจุดประสงค์หลักของการพบกัน
“เมื่อคืนนี้ หลังจากที่ข้ากลับเข้าที่พักในคราบคนรับใช้ ข้าได้พบกับบารอนวิลเฮม ข้าใช้ข้อมูลที่รู้เกี่ยวกับตระกูลลองหยั่งเชิงดู และเขาก็ยอมเผยข้อมูลเรื่องการค้าลับออกมาอย่างง่ายดาย โชคดีที่เขาเชื่อฝังหัวว่าข้าจะเป็นดยุกคนต่อไป”
บารอนวิลเฮมเป็นคนที่ติดตามตระกูลไทน์อย่างซื่อสัตย์ ทว่ามันไม่ใช่ความจงรักภักดีที่แท้จริง เขาแค่ตระหนักดีว่าตำแหน่งเจ้าเมืองไทนุของเขาอาจหลุดลอยไปหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลไทน์ ดังนั้นเขาจึงแสดงจุดอ่อนออกมาทันทีเมื่ออยู่ต่อหน้าพรูเอลล์ ผู้ที่มีโอกาสสูงที่สุดที่จะก้าวขึ้นเป็นดยุกคนถัดไป
“ตามคำบอกเล่าของบารอน อัศวินทั้งสามที่เสียชีวิตในป่าซาเรนใหญ่ ได้รับมอบหมายให้ไปทำลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการลงทุนใหม่ของท่านพ่อที่ฐานลับที่นั่น ข้ามั่นใจว่าธุรกิจการลงทุนที่ว่านี้คือ 'การค้าลับ' ที่ท่านสงสัย และจากที่สืบต่อมา...”
การคาดเดาของพรูเอลล์ถูกต้องทุกประการ ธุรกิจการลงทุนใหม่ที่ดยุกไทน์ซุ่มทำมานานกว่าหนึ่งปีโดยปกปิดไว้เป็นความลับแม้กระทั่งกับคนในครอบครัว คือแผนการที่ชั่วร้ายและน่ารังเกียจที่สุด
“ท่านพ่อดูเหมือนจะทุ่มเงินมหาศาลเพื่อลักลอบนำเข้าสิ่งของบางอย่างที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยร่วมมือกับกลุ่มผู้มีอิทธิพลในประเทศทางตะวันตก ตามที่บารอนกล่าวไว้ มีการพูดถึงอุปสรรคในการเปิดฐานลับแห่งใหม่เมื่อประมาณปีที่แล้ว เพื่อใช้เป็นที่พักของกลางเหล่านั้นก่อนจะลักลอบนำเข้ามาครับ”
“แล้วสิ่งที่ลักลอบนำเข้ามาคืออะไร? เขาได้พูดถึงไหม?”
“ดูเหมือนจะมีมากกว่าหนึ่งหรือสองอย่างครับ แต่ส่วนที่น่าลำบากใจที่สุด... คือ 'มนุษย์' ครับ” เขาเอ่ยออกมา
แววตาสีแดงเข้มของพรูเอลล์ฉายแววหม่นแสงลง
“ข้ายังไม่มีเวลาพอที่จะสืบหาข้อมูลในรายละเอียดมากกว่านี้ได้ แต่ในบรรดาคนสนิทของบารอน มีคนที่ข้ารู้จักเป็นการส่วนตัวมาตั้งแต่เด็ก และข้าได้เริ่มติดต่อไปทางนั้นแล้ว คาดว่าพรุ่งนี้ข้าน่าจะให้คำตอบท่านได้ละเอียดกว่านี้ครับ”
คีเซียร์พยักหน้าช้าๆ ข้อมูลที่พรูเอลล์ให้มานั้นแม้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ข้อเท็จจริงที่ตรงกันทำให้ทุกอย่างมีน้ำหนักมากขึ้น
'เขาสอบผ่าน'
“ขอบคุณมาก คงไม่ง่ายเลยที่จะสืบหาเรื่องใหญ่ขนาดนี้ได้ในเวลาสั้นๆ ทั้งที่เสี่ยงต่อการถูกสงสัย เจ้าทำงานหนักมากจริงๆ”
“ไม่เลยครับ”
ขณะที่คีเซียร์เอ่ยชมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พรูเอลล์กลับก้มศีรษะลงอย่างถ่อมตน
“การที่ท่านเอ่ยถึงการค้าลับที่แม้แต่ข้าเองก็ยังไม่เคยรู้มาก่อน นั่นหมายความว่าท่านทราบเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว ดังนั้นข้าจึงมิอาจรับคำชมที่ว่าทำงานหนักได้หรอกครับ”
“เจ้าไม่รู้สึกขัดใจบ้างหรือ?”
“ทำไมข้าต้องรู้สึกแบบนั้นด้วยล่ะครับ ในทางกลับกัน ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันเป็นการตอกย้ำว่าทางที่ข้าเลือกนั้นถูกต้องแล้ว”
พรูเอลล์ยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกจากที่นั่ง เขาเดินไปหาเจ้าแมวที่นั่งเงียบๆ อยู่ ย่อตัวลงแล้วกระซิบแผ่วเบา
“เอาละ คืนร่างได้แล้วใช่ไหม นิพอลเลน”
ทันใดนั้น ร่างของแมวที่กำลังนั่งอยู่ก็ค่อยๆ พองโตขึ้น มันขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งครู่ต่อมา เด็กน้อยท่าทางอ่อนแอก็ปรากฏกายขึ้นมาแทนที่
ตรงข้ามกับพรูเอลล์ที่มีรูปร่างหน้าตาค่อนข้างธรรมดา นิพอลเลนมีผิวขาวผ่องไร้ตำหนิและมีเครื่องหน้าที่งดงามจนยากจะระบุเพศ หากไม่ใช่เพราะสีข้าและสีตาที่เป็นเอกลักษณ์เดียวกัน คงยากที่จะเชื่อว่าทั้งคู่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด
“อายุเท่าไหร่แล้วล่ะเรา?”
“เพิ่งจะครบ 13 ปีไปเมื่อวันเกิดที่ผ่านมาครับ”
ในวัย 13 ปี นิพอลเลนมีอายุมากกว่าจิมมี่ซึ่งเป็นสมาชิกอายุน้อยที่สุดของกองทหารม้าเสียอีก ทว่าหากมองเพียงรูปร่างภายนอก เขากลับดูเล็กและบอบบางจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้นเลย