[นิยายวาย-แปลไทย] Turning บทที่ 6

 


 

 

บทที่ 6 ภายใต้ใบหน้าจำแลง

“โอ้...”

มันเป็นการกระทำที่ลืมตัวจนเสียมารยาทไปบ้าง แต่ก็ไม่มีกรรมการคนไหนตำหนิพวกเขาได้ เพราะภาพที่เห็นนั้นช่างน่าอัศจรรย์ใจเกินกว่าจะละสายตา

ถัดจากเปลวเพลิง ยูเดอร์เริ่มแปรเปลี่ยนพลังงานรอบใบดาบอีกครั้ง ไฟที่เคยโชติช่วงมอดดับลงทันที เปลี่ยนเป็นกระแสน้ำหมุนวนที่โอบล้อมคมดาบไว้ทั้งหมด เสียงสายน้ำไหลเชี่ยวและลมพัดกระหน่ำดังก้องไปทั่วห้องสอบ ยูเดอร์กวัดแกว่งดาบหนักอึ้งนั้นไปมาอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าช้าๆ

“ข้าขอจบการสาธิตเพียงเท่านี้ เพื่อพิสูจน์ว่านี่คือน้ำของจริง... มีท่านใดอยากลองสัมผัสมันดูไหมครับ?”

ธรรมชาติของมนุษย์มักหวาดกลัวในสิ่งที่ตนไม่เคยเห็น ยูเดอร์มองดูเหล่าคณะกรรมการที่กำลังลังเลอยู่ระหว่างการรักษามาดผู้สูงศักดิ์กับความขลาดกลัว พวกเขาอาจเคยเห็นนักดาบที่ใช้พลังมานาหุ้มดาบ หรือนักเวทที่ร่ายมนตร์ธาตุมานักต่อนัก แต่การเห็นทั้งสองศาสตร์หลอมรวมกันเช่นนี้กลับให้ความรู้สึกที่ประหลาดและน่าหวั่นเกรง

ในขณะที่ไม่มีใครกล้าอาสา และยูเดอร์กำลังจะลดดาบลง ผู้ตรวจสอบที่นั่งขวาสุด—ชายสวมใบหน้าจำแลงคนนั้น—ก็เอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรก

“ถ้าไม่มีใครอาสา ข้าจะลองเอง”

“อย่าครับ องค์...!”

รองผู้บัญชาการอัศวินหลวงโพล่งออกมาด้วยความตระหนก ก่อนจะรีบตะครุบปากตัวเองไว้

‘อืม... ข้าเดาไม่ผิดจริงๆ ด้วย’  ปฏิกิริยาของรองผู้บัญชาการช่วยยืนยันความสงสัยของยูเดอร์จนหมดสิ้น

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องกังวลไป... ข้ามี ‘สิ่งนั้น’ อยู่ไม่ใช่หรือ”

ชายผู้ลึกลับตอบด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายพลางส่งยิ้มให้คนที่พยายามห้าม หากเป็นคนอื่นคงไม่เข้าใจว่าทำไมชายคนนี้ถึงดูไร้กังวลนัก แต่สำหรับยูเดอร์ เขารู้คำตอบดี

รองผู้บัญชาการอัศวินหลวงถอนหายใจยาวก่อนจะก้มศีรษะลงอย่างจำนน “ได้โปรดทำตามที่ท่านปรารถนาเถิดครับ”

“ก็นะ... ในที่สุดก็มีเรื่องน่าสนใจโผล่มาเสียที”

ภาพชายหนุ่มผู้นั้นเอื้อมมือออกไปหาสายน้ำรอบใบดาบอย่างไม่เกรงกลัวดูเหมือนไม่มีนัยสำคัญสำหรับคนนอก แต่สำหรับผู้ที่รู้ความจริง สถานการณ์นี้กลับเต็มไปด้วยความหมายที่ลึกซึ้ง

อัศวินของจักรวรรดิประกอบด้วยขุนนางระดับสูงที่สืบเชื้อสายรับใช้ราชวงศ์มาหลายชั่วอายุคน การจะขึ้นสู่ตำแหน่งรองผู้บัญชาการได้นั้นต้องมีทั้งฝีมือและชาติตระกูลอันเกรียงไกร แล้วใครเล่าคือคนที่คนระดับนี้ต้องค้อมหัวหลีกทางให้?

คำตอบนั้นเรียบง่าย... มีเพียง ‘ราชวงศ์’ ผู้สืบสายเลือดแห่งเทพดวงอาทิตย์ ผู้มาพร้อมกับพลังแห่งแสงสว่างเท่านั้น

ตามตำนาน เชื้อพระวงศ์จะเกิดมาพร้อมกับรูปโฉมที่โดดเด่น เส้นผมสีทองราวดวงตะวันและดวงตาสีแดงฉาน ผู้ตรวจสอบคนนี้จึงจำเป็นต้องใช้เวทมนตร์ชั้นสูงเพื่ออำพรางลักษณะเหล่านั้น ยูเดอร์เคยรู้จักสมาชิกราชวงศ์เพียงคนเดียวที่เชี่ยวชาญเวทมนตร์จำแลงกายจนเปลี่ยนโฉมหน้าไปได้เรื่อยๆ และหนึ่งในใบหน้าเหล่านั้นก็คือใบหน้าธรรมดาๆ ที่อยู่ตรงหน้าเขานี้เอง

เขาคือเจ้านายคนแรกของยูเดอร์... ผู้บัญชาการทหารม้าคนแรก ดยุกเปเลต้า ‘คีเซียร์ ลา ออร์’ 

ในบรรดาความผิดมากมายที่ยูเดอร์ถูกกล่าวหาก่อนประหาร คดีลอบสังหารดยุกเปเลต้าคือตราบาปที่หนักหนาที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องจริงเพียงเรื่องเดียว... ยูเดอร์คือผู้ปลิดชีพชายคนนี้ตามคำสั่งลับของจักรพรรดิ

เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบกันเร็วขนาดนี้ แถมยังเป็นการเผชิญหน้ากันในฐานะผู้คุมสอบและผู้สมัคร ยูเดอร์พยายามข่มอารมณ์อันซับซ้อนและยื่นดาบไปข้างหน้า

“กรุณาสัมผัสเพียงแค่น้ำรอบใบดาบนะครับ”

เขากล่าวด้วยความสุภาพทว่าแฝงไว้ด้วยท่าทีถือดีเล็กน้อยจากการระงับอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน คีเซียร์มองดูสามัญชนตรงหน้าที่กล้าสั่งตนด้วยสายตาที่อ่านยาก แต่ก็ดูเหมือนจะขบขันมากกว่าจะขุ่นเคือง

“ฮะๆ น่าสนใจจริงๆ” คีเซียร์ระเบิดหัวเราะเบาๆ

เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง รูปร่างที่ดูหนาและกำยำนั้นสูงกว่าใครในห้อง แม้ใบหน้าจะถูกอาคมกำบังไว้ แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวนั้นสง่างามและทรงพลังจนดาบยักษ์ในมือยูเดอร์ดูเหมือนของเล่นไปถนัดตา

ทันทีที่ปลายนิ้วของคีเซียร์แตะลงบนกระแสน้ำที่หมุนวน กรรมการคนอื่นๆ ต่างกลั้นหายใจด้วยความลุ้นระทึก

ซ่า!

น้ำที่สัมผัสมือของเขาแตกกระเซ็นไปทุกทิศทางราวกับน้ำธรรมดา มันเปียกไปทั้งใบหน้าของยูเดอร์ รวมถึงมือและเสื้อผ้าของคีเซียร์เอง

“น้ำจริงๆ เสียด้วย”

“ก็อย่างที่ข้าบอกครับ”

“สามหาวนัก...!” กรรมการคนหนึ่งทนฟังน้ำเสียงราบเรียบของยูเดอร์ไม่ไหวจนเกือบจะดุด่า แต่คีเซียร์ยกมือห้ามไว้ ดวงตาสีแดงดุจอัญมณีที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาคมจำแลงวาวโรจน์ด้วยความสนใจ

การได้เห็นดวงตาสีแดงคู่นั้นอีกครั้งหลังจากที่เขาเป็นคน ‘ดับ’ มันลงด้วยมือตนเองในอดีตชาติ ให้ความรู้สึกที่ประหลาดจนยากจะบรรยาย

“น่าสนใจจริงๆ ทั้งความสามารถที่โดดเด่นและความกล้าบ้าบิ่นที่ไม่เกรงกลัวใคร”

“หากไม่เกรงกลัวแล้ว... จะไม่ให้ข้าผ่านงั้นหรือครับ?” ยูเดอร์ย้อนถามทันควัน

คีเซียร์ยกยิ้มที่มุมปาก “แน่นอนว่าไม่... จะปล่อยให้คนฝีมือระดับนี้หลุดมือไปได้อย่างไรเล่า?”

“ขอบคุณครับ”

ยูเดอร์สลายพลังออกจากดาบและเตรียมตัวเดินออกไปเพื่อมุ่งหน้าสู่ที่พักของผู้สอบผ่าน

“หมายเลข 423”

เสียงของชายดวงตาสีแดงรั้งเขาไว้จากด้านหลัง คีเซียร์ยังคงส่งยิ้มให้ “ข้าจะจำชื่อเจ้าไว้... แล้วพบกันใหม่”

แน่นอนว่าต้องได้พบกันอีก... เพราะในชาตินี้ ท่านก็ยังคงเป็นผู้บัญชาการของข้าเช่นเดิม

 


 

จำนวนผู้ปลุกพลังที่ผ่านการคัดเลือกในรอบแรกมีถึง 330 คน ซึ่งถือว่าเยอะมากเพราะเป็นครั้งแรกที่โลกเริ่มรู้จักผู้ปลุกพลัง หน่วยงานต่างๆ ยังไม่มีระบบคัดกรองที่ชัดเจน รวมถึงความรู้เรื่องมานาก็ยังอยู่ในขั้นลองผิดลองถูก

ผู้สอบผ่านทั้งหมดมารวมตัวกันที่สนามฝึกซ้อมในร่มที่กว้างพอจะบรรจุคน 330 คนได้ โดยมีเหล่าอัศวินหลวงเป็นผู้ดูแลจัดการ เนื่องจากยังไม่มีโครงสร้างการบริหารในกองทหารม้า

เหล่าอัศวินมองดูเหล่าสมาชิกใหม่ด้วยสายตาดูแคลน ในสายตาของอัศวินผู้ทรงเกียรติ พลังเหล่านี้เป็นเพียงปาฏิหาริย์ที่น่าสงสัยจากคนชั้นต่ำ แต่สมาชิกใหม่บางคนก็ไม่ได้เกรงกลัว และพร้อมจะตอกกลับสายตาเหล่านั้น

“ดูสายตาพวกนั้นสิ แค่ข้าโบกมือพวกมันก็คงกระเด็นหายไปแล้ว”

“นั่นสิ ท่าทางอ่อนแอชะมัด แค่โดนดาบข้าไม่กี่ทีก็คงตายสนิท แต่ทำเป็นเชิดหน้าชูตาเพราะเป็นขุนนาง”

“อ่อนแอและน่ารังเกียจที่สุด”

เสียงกระซิบที่จงใจให้ได้ยินดังมาจากฝาแฝดผมสีน้ำเงินคู่หนึ่ง อัศวินหลวงที่คุมแถวถึงกับกำหอกแน่นจนมือสั่นด้วยความโกรธ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้ในสถานการณ์นี้

ยูเดอร์มองดูภาพที่คุ้นเคย... ฝาแฝด ‘ฮินน์’ และ ‘ฟินน์’ 

คู่แฝดผมสีน้ำเงินผู้มีเชื้อสายลูกครึ่งภูตตามข่าวลือ พวกเขามีหน้าตาที่งดงามราวกับตุ๊กตาและพรสวรรค์ที่หาตัวจับยาก แต่มีนิสัยขบถและไม่ยอมศิโรราบให้ใครง่ายๆ แม้ภายนอกจะดูบอบบางเหมือนไม่เคยต้องลมแรง แต่พวกเขากลับมีพลังในการเสริมแกร่งร่างกายที่ยอดเยี่ยมจนน่าทึ่ง... ทว่าเพียงไม่กี่ปีหลังจากนี้ พวกเขาจะลาออกจากหน่วยและกลับบ้านเกิดไป ยูเดอร์จำความประทับใจครั้งแรกที่มีต่อพวกเขาได้แม่นยำ

 

 

 

สารบัญ