บทที่ 5 การทดสอบที่สั่นสะเทือนสามัญสำนึก
“ยูเดอร์... เจ้าไม่กังวลบ้างเลยเหรอ?”
คาเคนถามซ้ำขณะมองยูเดอร์ด้วยสีหน้าประหลาดใจ เพราะเขามัวแต่ครุ่นคิดถึงแผนการดึงตัวแคนนามาเป็นพวกในอนาคต
“ข้ากังวลมากเลยล่ะ” ยูเดอร์ตอบส่งๆ
‘...กังวลก็แปลกแล้ว’ เขาผ่านเรื่องพวกนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ผลลัพธ์ย่อมชัดแจ้งอยู่ในใจ จะมีความกังวลไปเพื่ออะไร? ทว่าเขาไม่อาจเอ่ยความจริงออกไปได้ จึงได้แต่เม้มปากเงียบ
“เจ้านี่มันคาดเดาไม่ได้จริงๆ ยิ่งกว่าใครที่ข้าเคยพบมาเสียอีก... แต่ข้าเชื่อนะว่าเจ้าต้องผ่านการทดสอบแน่ๆ”
“ใช่ ข้าผ่านแน่”
คำตอบรับที่มั่นใจเกินเหตุทำเอาคาเคนชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดหัวเราะออกมา
“ฮ่าๆ อะไรกันเนี่ย? เจ้ามีพลังมองเห็นอนาคตหรือไง? แล้วข้าล่ะ? เจ้าคิดว่าข้าจะเป็นยังไงบ้าง?”
“ข้าไม่มีพลังทำนายอนาคตหรอก แต่ข้าเชื่อว่าเจ้าก็ผ่านเหมือนกัน”
คาเคนหัวเราะร่ากว่าเดิม “ให้ตายเถอะ พูดเรื่องน่ายินดีด้วยสีหน้าตายด้านแบบนั้น ขอบใจนะที่อวยพร”
ถึงคาเคนจะคิดว่าเป็นเพียงคำอวยพรปากเปล่า แต่ยูเดอร์พูดความจริงทุกประการ คาเคน วอลุนบัลท์ จะผ่านการทดสอบและได้เข้าหน่วยทหารม้าอย่างแน่นอน
ก่อนที่คาเคนจะได้ชวนคุยต่อ เสียงเรียกชื่อยูเดอร์ก็ดังมาจากข้างในอาคาร การสนทนาจึงจบลงเพียงเท่านี้
“เอาล่ะ ไปเถอะ ข้าจะรอเจ้าที่ทางออกนะ”
ยูเดอร์อยากจะบอกว่าไม่ต้องรอ แต่คาเคนก็หันหลังเดินลิ่วไปเสียก่อน เขาจึงก้าวเข้าไปในอาคาร การลงทะเบียนกำลังจะสิ้นสุดลงในไม่ช้า แต่สิ่งที่สำคัญจริงๆ คือการทดสอบที่กำลังจะมาถึงต่างหาก
เนื่องจากจำนวนผู้สมัครมหาศาล การทดสอบจึงถูกแบ่งออกเป็นสามวัน จัดขึ้นภายในเขตพื้นที่ของกองอัศวินหลวง ผลการทดสอบจะถูกประกาศทันทีหลังจากเสร็จสิ้นในแต่ละวัน ยูเดอร์ถูกกำหนดให้สอบในวันสุดท้าย ส่วนคาเคนสอบไปตั้งแต่วันก่อนแล้ว
สนามฝึกซ้อมของกองอัศวินหลวงล้อมรอบด้วยอาคารสูงตระหง่าน ยูเดอร์มองไปรอบๆ และพบใบหน้าที่คุ้นเคยหลายคนท่ามกลางฝูงชนที่กำลังตึงเครียด... พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่จะผ่านเข้ารอบไปพร้อมกับเขาในอนาคต
“หมายเลข 423 ถึงตาเจ้าแล้ว!”
เสียงเรียกดังขึ้น ยูเดอร์เดินเข้าสู่อาคารด้วยท่าทางสบายๆ สถานที่แห่งนี้แทบไม่ต่างจากความทรงจำของเขาเลยแม้แต่น้อย
ในตอนนี้ กองทหารม้ายังต้องหยิบยืมสนามฝึกของอัศวินหลวงใช้งาน แต่ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า สถานะของทั้งสององค์กรจะถูกสลับที่กันโดยสิ้นเชิง เหล่าอัศวินผู้เป็นคนธรรมดามิอาจต้านทานพลังของผู้ปลุกพลังได้ กองทหารม้าจะได้รับความไว้วางใจจากองค์จักรพรรดิจนรุ่งเรืองถึงขีดสุด และเข้ายึดครองพื้นที่อาคารเดิมของอัศวินหลวงไปมากกว่าครึ่ง พร้อมกับสร้างอาคารใหม่ที่โอ่อ่าเพื่อแสดงถึงอำนาจอันเกรียงไกร
“หมายเลข 423”
ภายในห้องสอบ ยูเดอร์เผชิญหน้ากับคณะกรรมการทั้งห้าคน ในชาติก่อนเขาไม่รู้จักคนพวกนี้เลย แต่ตอนนี้เขารู้จักตำแหน่งของทุกคนเป็นอย่างดี เริ่มจากซ้ายมือคือรองผู้บัญชาการอัศวินหลวง, ผู้ช่วยของเสนาบดีมูเคอร์, ตัวแทนนักเวทจากหอคอยไข่มุก, นักเวทราชสำนัก และ...
สายตาของยูเดอร์ไปหยุดอยู่ที่ชายคนขวาสุด ชายผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเรียบง่าย ไร้ซึ่งยศถาบรรดาศักดิ์ที่ระบุตัวตน ดูเหมือนคนธรรมดาทั่วไป
ผู้สมัครคนอื่นอาจมองไม่เห็นความผิดปกติ แต่ยูเดอร์ต่างออกไป ใบหน้าธรรมดานั้นคือของปลอมที่ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตด้วยเวทมนตร์จำแลงกายชั้นสูง ยูเดอร์เคยเห็นใบหน้าจำพวกที่ ‘ตั้งใจให้คนจำไม่ได้’ แบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วนในอดีต
“หมายเลข 423... เจ้าเขียนคำอธิบายพลังมาได้น่าสนใจมาก แต่มันคือเรื่องจริงงั้นหรือ?”
คำถามอันเฉียบคมเรียกสติยูเดอร์ให้กลับมาสนใจการทดสอบ นักเวทแห่งหอคอยไข่มุกสะบัดแผ่นใบสมัครในมือพลางขมวดคิ้วมุ่น
“หุ้มดาบด้วยเปลวเพลิงและสายน้ำงั้นหรือ? ตลอดชีวิตข้าไม่เคยได้ยินเรื่องไร้สาระแบบนี้มาก่อน”
พวกเขาใช้คำพูดเดียวกับที่เคยตำหนิเขาในอดีตเป๊ะ ในตอนนั้นยูเดอร์รู้สึกโกรธเคืองที่ถูกสบประมาท แต่ตอนนี้เขาเพียงแค่นิ่งเฉยและเข้าใจดีว่าทำไมพวกเขาถึงมีปฏิกิริยาเช่นนั้น
ก่อนยุคของผู้ปลุกพลัง เวทมนตร์คือศาสตร์ที่ยากเกินจะหยั่งถึง การฝึกฝนเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและอันตรายยิ่ง นักเวทส่วนใหญ่จึงทุ่มเทชีวิตเพื่อเชี่ยวชาญธาตุเพียงประเภทเดียวเพื่อให้ประสบความสำเร็จรวดเร็วที่สุด ผู้ใช้ไฟก็เรียนแค่ไฟ ผู้ใช้แม่น้ำก็เรียนแค่ธาตุน้ำ นั่นคือบรรทัดฐานที่ยึดถือกันมานานนับพันปี
การจะใช้มานาที่มีคุณสมบัติขัดแย้งกันในร่างกายเดียวนั้นแทบเป็นไปไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่อการที่พลังจะตีกันจนร่างกายระเบิดดับดิ้น นักเวทที่ใช้ธาตุผสมจึงมีอยู่เพียงในนิยายปรัมปราเท่านั้น
แน่นอน... นั่นคือ 'สามัญสำนึกเดิม' ก่อนที่ผู้ปลุกพลังจะปรากฏตัว
พลังที่ได้รับจากศิลาสีชาดทำให้คนธรรมดาสามารถควบคุมธาตุธรรมชาติได้หลากหลายรูปแบบ แม้ระดับพลังจะต่างกันไปในแต่ละบุคคล แต่มันคือปรากฏการณ์ที่ทำลายกฎเกณฑ์เดิมของโลกโดยสิ้นเชิง
และในบรรดาคนเหล่านั้น ยูเดอร์คือผู้ที่อยู่บนจุดสูงสุด เขาสามารถควบคุมธาตุทุกอย่างในธรรมชาติได้อย่างอิสระ ทรงพลังพอที่จะหุ้มอาวุธทุกชนิดด้วยธาตุที่ต้องการ การใช้ดาบทั่วไปจึงแทบไม่มีประโยชน์สำหรับเขา
‘ความจริงแล้ว การที่ข้าเขียนว่าใช้ได้แค่ไฟกับน้ำ... ก็นับว่าถ่อมตัวมากพอแล้ว’
ในชาติก่อน ยูเดอร์เขียนเพียงว่าเขาสามารถควบคุมธาตุต่างๆ ได้ แต่ไม่ได้ระบุถึงการส่งพลังผ่านตัวนำอย่างดาบ เขามาค้นพบความสามารถในการหุ้มอาวุธด้วยธาตุในภายหลังหลังจากฝึกฝนไปมากแล้ว
หากเขาเปิดเผยพลังทั้งหมดออกมาในตอนนี้ คงไม่มีใครเชื่อและเขาอาจถูกคัดออกฐานคนลวงโลก ยูเดอร์จึงเลือกที่จะลดระดับพลังลง แต่เขาก็ไม่คิดจะทำตัวจืดจางเหมือนครั้งที่แล้ว เขาต้องการผ่านการทดสอบด้วยผลงานที่โดดเด่นเพื่อปูทางไปสู่อำนาจในอนาคต
ขณะที่นักเวทเฒ่ายังคงกังขา รองผู้บัญชาการอัศวินหลวงทางซ้ายมือก็ลูบเคราตัวเองแล้วเอ่ยขึ้น
“เถียงกันไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เราควรพิสูจน์ด้วยตาตัวเอง... เอาล่ะ ถ้าสิ่งที่เจ้าเขียนมาคือความจริง ก็จงแสดงให้พวกเราเห็นและทำให้พวกเราเชื่อเสีย”
“เข้าใจแล้วครับ”
กฎการสอบห้ามนำอาวุธส่วนตัวมา ยูเดอร์จึงเดินเข้าไปหยิบดาบฝึกซ้อมที่ทื่อและหนักอึ้งซึ่งวางไว้สำหรับผู้ทดสอบขึ้นมาอย่างไม่ลังเล
“อืม...”
เสียงพึมพำดังขึ้นจากคณะกรรมการ ดาบฝึกซ้อมเล่มนั้นหนักเกินกว่าที่คนทั่วไปจะถือได้คล่องแคล่ว แต่ยูเดอร์ที่ดูผอมบางกลับยกมันขึ้นมาได้ราวกับหยิบกิ่งไม้แห้ง
ยูเดอร์ตั้งท่าดาบในจุดที่กรรมการเห็นชัดที่สุด เขาสามารถควบคุมดาบเล่มนี้ได้ดั่งใจนึก ไม่ใช่เพราะแรงกายเพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาคือผู้ควบคุมธรรมชาติ อาวุธที่ทำจากเหล็กล้วนมาจากธรรมชาติ และเขาสามารถบัญชาพวกมันได้ราวกับเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย
ความสามารถนี้เองที่ทำให้เขาถูกทรมานอย่างแสนสาหัสในชาติที่แล้ว... พวกเขาเจาะทำลายแกนมานาเหนือสะดืออันเป็นศูนย์รวมพลัง และพันธนาการเขาด้วยเส้นเอ็นของสัตว์ประหลาดที่มิได้มาจากธรรมชาติ เพื่อไม่ให้เขาสื่อสารกับพลังธาตุได้
แต่ตอนนี้ แกนมานาของยูเดอร์ยังสมบูรณ์ดี และเขารู้จักวิธีใช้งานมันดีกว่าใครในที่นี้
‘ข้าจะแสดงพลังในระดับที่พอเหมาะพอดีก็แล้วกัน...’
เขาไม่อยากเสียเวลากับโลกที่อุตส่าห์ได้กลับมาอีกครั้ง ยูเดอร์ตั้งเป้าว่าจะสร้างความประทับใจที่น่าจดจำ แต่จะยังไม่เผยไพ่ตายที่แข็งแกร่งที่สุดออกมา
สายตาของเขาลอบมองชายที่นั่งขวาสุดผู้สวมใบหน้าปลอมนั้นอีกครั้ง
“...ข้าจะเริ่มละนะครับ”
ยูเดอร์ชูดาบขึ้น กรรมการทุกคนจับจ้องไปที่ปลายดาบอย่างไม่กระพริบตา ยูเดอร์เริ่มรวบรวมพลังงานอย่างช้าๆ แม้จะไม่ได้ใช้พลังมานาน แต่มันกลับไหลเวียนเป็นธรรมชาติราวกับการหายใจ เขาคว้าเอาพลังงานที่หนาแน่นรอบตัว แปรเปลี่ยนเป็นเปลวเพลิงที่ร้อนแรงและฉาบลงบนใบดาบทื่อๆ เล่มนั้น
พรึ่บ!
เปลวไฟสีส้มแดงลุกโชนขึ้นท่วมใบดาบ ความร้อนที่แผ่ออกมาและการปะทุของไฟเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเป็นของจริง ยูเดอร์ค่อยๆ วาดดาบลงจากบนลงล่าง แม้จะเป็นท่าทางที่เรียบง่าย แต่มวลพลังที่แฝงอยู่นั้นมหาศาล
ประกายไฟกระจุยกระจายพร้อมเสียงหวีดหวิวของอากาศที่ถูกความร้อนแผดเผา ทำให้กรรมการหลายคนถึงกับสะดุ้งโหยงและเผลอขยับเก้าอี้ถอยหลังด้วยความหวั่นเกรง
.jpg)