บทที่ 3
“ไอริก? เจ้าหมายถึงหมู่บ้านใกล้เทือกเขาไอริกนั่นน่ะนะ?”
คาเคนขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจเมื่อได้ยินชื่อบ้านเกิดของเพื่อนใหม่ โดยหารู้ไม่ว่ายูเดอร์กำลังจมดิ่งอยู่ในห้วงความคิดใด
“เจ้ารู้จักที่นั่นด้วยหรือ?”
“จะลืมลงได้ยังไงกัน เทือกเขาไอริกคือจุดที่ ‘ศิลาสีชาด’ ตกลงมาเชียวนะ!”
“ก็จริงของเจ้า” ยูเดอร์แค่นยิ้มบางๆ แม้ในวันที่ศิลาตกลงมา เขาจะไม่ได้เห็นเหตุการณ์ต่อหน้าเพราะอยู่ห่างจากจุดปะทะพอสมควร แต่เขายังจำภาพท้องฟ้าที่กลายเป็นสีแดงฉานราวกับย้อมด้วยเลือด และเสียงกัมปนาทที่สั่นสะเทือนไปทั้งฟ้าดินได้ติดตา
ตอนนั้นเขาตกใจแทบสิ้นสติ คิดว่าโลกถึงกาลอวสานเข้าจริงๆ หมู่บ้านเล็กๆ ที่เขาเคยอาศัยและหาเลี้ยงชีพด้วยการขายฟืนได้รับผลกระทบอย่างหนักจากแรงสั่นสะเทือนและไอพลังที่แผ่ออกมา
“แล้วเจ้า... เคยเห็นศิลาสีชาดก้อนนั้นจริงๆ ไหม?”
คาเคนถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นอย่างปิดไม่มิด เพราะที่ผ่านมาเขาได้ยินเพียงข่าวลือหนาหูเท่านั้น ยูเดอร์พยักหน้าเบาๆ ขณะภาพในอดีต (ซึ่งเป็นอนาคตของตอนนี้) ผุดขึ้นมาในหัว
“จริงเหรอ! เจ้าเห็นมันจริงๆ หรือ!”
คาเคนแทบจะกระโดดตัวลอย เขาหอบหายใจถี่พลางมองมาด้วยดวงตาเป็นประกาย ยูเดอร์เพิ่งตระหนักได้ว่าตนไม่ควรยอมรับออกไปง่ายๆ เช่นนั้น แต่มันก็สายไปเสียแล้ว
“ข้าได้ยินมาว่าอัศวินขององค์จักรพรรดิสั่งปิดตายพื้นที่รอบเทือกเขาเพื่อไม่ให้ใครเข้าใกล้ แล้วเจ้าไปเห็นมันได้ยังไง? มันตกใกล้บ้านเจ้ามากเลยเหรอ? แล้วลักษณะของหินเป็นยังไง? ก้อนใหญ่แค่ไหน?”
“เดี๋ยวก่อน ข้า...”
ยูเดอร์ลังเล ถามว่าเขาเคยเห็นศิลาสีชาดไหม? แน่นอนว่าเคยเห็น แต่นั่นคือเหตุการณ์หลังจากที่เขากลายเป็นผู้บัญชาการทหารม้าไปแล้ว
ในกาลก่อน หินก้อนนั้นถูกเก็บกู้อย่างลับๆ โดยผู้บัญชาการคนก่อนหน้าเขา จากนั้นเหล่านักเวทแห่งหอคอยไข่มุกก็ใช้เวลานานนับปีในการขัดเกลาและขจัดไอพลังส่วนเกินออก จนกระทั่งมันถูกขนานนามใหม่ว่า ‘ลูกพิภพ’ ชื่อที่ตั้งขึ้นตามความเชื่อที่ว่ามันคือขุมพลังที่ค้ำจุนโลกใบนี้ไว้
แววตาของยูเดอร์หม่นแสงลงเมื่อนึกถึงหินก้อนนั้น... สิ่งที่เป็นต้นเหตุแห่งความตายของเขา
“ข้าไม่ได้เห็นมันชัดๆ หรอก อย่างที่เจ้าว่า... มีพวกอัศวินคอยเฝ้าอยู่อย่างหนาแน่น”
“แต่มันต้องมีอะไรติดตาเจ้าบ้างสิ ไม่อย่างนั้นเจ้าคงไม่บอกว่าเคยเห็นหรอกจริงไหม?” คาเคนยังคงเซ้าซี้ แววตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นฉายชัด “ถ้ามันเป็นความลับ ข้าสัญญาว่าจะเหยียบไว้ให้มิด ข้าขอสาบานต่อดาบ ต่อสงครามศักดิ์สิทธิ์ และในนามแห่งพระแม่เลยเอ้า! เจ้าอยากให้ข้าทำอะไรข้ายอมหมด ขอแค่เล่ามาก็พอ!”
คาเคน วอลุนบัลท์ เป็นคนแบบนี้เองหรอกหรือ... ความประทับใจเล็กๆ ที่มีต่อชายตรงหน้าเริ่มสั่นคลอน ยูเดอร์ถอนหายใจออกมาเบาๆ ถึงรูปลักษณ์ภายนอกจะดูสง่างามเพียงใด สุดท้ายคาเคนก็ยังเป็นเพียงชายหนุ่มที่ระงับความอยากรู้อยากเห็นของตนไม่ได้
“คำสาบานหนักแน่นเช่นนั้น ไม่ควรเอ่ยออกมาพร่ำเพรื่อ”
“ถ้ามันลำบากใจขนาดนั้น ไม่เล่าก็ได้นะ” คาเคนเสียงอ่อยลง
เจ้าคนดื้อรั้นเอ๋ย เดี๋ยวพอผ่านการทดสอบเข้าหน่วย เจ้าก็ได้เห็นมันจนเบื่อเองนั่นแหละ
ยูเดอร์คิดในใจ ก่อนจะฉุกคิดได้ว่าในอดีตที่ผ่านมา คาเคนเสียชีวิตลงก่อนที่จะได้เห็นศิลาสีชาดในสภาพที่ถูกขัดเกลาสมบูรณ์เสียอีก
ความรู้สึกเวทนาสายหนึ่งผุดขึ้นในใจ ยูเดอร์จึงตัดสินใจเอ่ยออกไปอย่างเสียไม่ได้
“มันเป็นแค่หินธรรมดา... ภายนอกไม่ต่างจากหินสีสันแปลกตาที่พบได้ทั่วไป ขนาดก็ประมาณหนึ่งกำปั้นเท่านั้นเอง”
คำบอกเล่านั้นไม่ใช่ความลับร้ายแรงอะไร แต่คาเคนกลับเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ
“เล็กแค่นั้นเองเหรอ? แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเป็นศิลาสีชาด? ข้าก็นึกว่ามันต้องเป็นหินยักษ์สีแดงเข้มเสียอีก”
ยูเดอร์ลอบยิ้มบางๆ โดยไม่ให้อีกฝ่ายเห็น ทุกคนมักเข้าใจผิดเหมือนกันหมด แม้แต่ตัวเขาเองเมื่อสิบเอ็ดปีก่อนก็เคยคิดเช่นนั้น ที่มันถูกเรียกว่า ‘ศิลาสีชาด’ เป็นเพราะท้องฟ้าทั่วทั้งจักรวรรดิกลายเป็นสีแดงฉานในยามที่มันร่วงหล่นลงมาต่างหาก และหากใครได้เผชิญหน้ากับมันเพียงครั้งเดียว พลังงานอันมหาศาลที่ท่วมท้นออกมาจะบอกให้รู้เองว่าหินก้อนนั้นไม่ใช่สิ่งของธรรมดาที่มนุษย์จะบังอาจเข้าใกล้
“เรื่องนั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน”
“เอาเถอะ ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเองจริงๆ สักครั้ง ถ้าเราเข้าหน่วยได้คงมีโอกาสสินะ?”
“...”
ยูเดอร์ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแต่ก้มหน้ากินสตูว์ต่อ โชคดีที่คาเคนไม่ได้คาดหวังคำตอบจึงยอมเงียบเสียงลง
“จริงสิ เจ้าไปลงทะเบียนทดสอบหรือยัง? การจะเข้ากองทหารม้าต้องมีการลงทะเบียนก่อนนะ เจ้ารู้ขั้นตอนหรือเปล่า?”
คาเคนถามขึ้นเมื่อมื้ออาหารใกล้จะจบลง ยูเดอร์พยักหน้า
“ข้ารู้”
ในอดีตเขาไม่รู้อะไรเลย คนบ้านนอกท่าทางหม่นหมองอย่างเขาไม่มีใครยอมปริปากบอกข้อมูลสำคัญให้ฟัง กว่าจะรู้ว่าต้องมีการลงทะเบียนแยกต่างหาก ก็เหลือเวลาเพียงวันเดียวก่อนจะปิดรับสมัคร ยูเดอร์ยังจำความรู้สึกที่ต้องวิ่งรนรานหลงทางอยู่ในเมืองหลวงที่กว้างใหญ่ราวกับเขาวงกตเพื่อตามหาสถานที่ลงทะเบียนได้ชัดเจน
“สถานที่ลงทะเบียนคือ ‘วังมงกุฎน้ำเงิน’ มันค่อนข้างไกลจากที่นี่ ถ้าให้ข้านำทางไปน่าจะสะดวกกว่าเดินหลงเองนะ ว่าไงล่ะ?” คาเคนเสนอตัวด้วยไมตรีจิต อาจเป็นเพราะเขารู้สึกขอบคุณที่ยูเดอร์เล่าเรื่องศิลาสีชาดให้ฟัง
ครั้งสุดท้ายที่มีคนมอบความหวังดีให้อย่างบริสุทธิ์ใจเช่นนี้คือเมื่อไรกันนะ? ยูเดอร์รู้สึกอึดอัดใจจนทำตัวไม่ถูก แต่เขาก็พยายามซ่อนความประหม่านั้นไว้ภายใต้สีหน้าเรียบเฉย
“...ก็ดี”
“ตัดสินใจได้ดีมาก!”
คาเคนยิ้มกว้าง รอยยิ้มของชายหนุ่มรูปงามนั้นช่างเปล่งประกายจนยูเดอร์นึกอิจฉา โลกใบนี้ช่างไร้ความยุติธรรมเสียจริง
‘วังมงกุฎน้ำเงิน’ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากพระราชวังอิมพีเรียล เดิมทีมันเป็นสถานที่ทำงานของข้าราชการที่ดูแลกิจการสาธารณะ อาคารหลังนี้มีชื่อเป็นทางการว่า ‘อาคารพาร์คลามันนูเทีย’ แต่คนส่วนใหญ่มักเรียกติดปากว่ามงกุฎน้ำเงินตามสีของหลังคา บ้างก็ว่าเรียกตามลวดลายกุหลาบสีน้ำเงินที่พื้นทางเข้าหลัก แต่ทฤษฎีที่น่าเชื่อถือที่สุดคือชื่อนี้มาจากสีหมึกประทับตราอันเป็นเอกลักษณ์ของข้าราชการที่นี่
ยูเดอร์ยืนมองอาคารสไตล์ย้อนยุคอันโอ่อ่าตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย บานประตูนั้นคือจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งแรกของเขาในอดีตชาติ
“โชคดีที่วันนี้คนไม่เยอะเท่าไหร่ เราน่าจะได้เข้าไปเร็ว” คาเคนมองแถวที่ขยับไปอย่างรวดเร็วพลางพยักหน้าอย่างพอใจ
เนื่องจากมีผู้สมัครหลั่งไหลมาเป็นจำนวนมาก แต่เจ้าหน้าที่ลงทะเบียนมีจำกัด แถวจึงมักยาวเหยียดเสมอ ครั้งนี้ยูเดอร์โชคดีที่มาถึงเร็วกว่าครั้งก่อนมาก ขณะที่พวกเขากำลังต่อแถว หญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็หันมาทักทาย
“สวัสดีค่ะ พวกคุณก็มาสมัครเหมือนกันเหรอคะ?”
เธอมีท่าทางประหม่า ใบหน้าซีดเซียว และน้ำเสียงสั่นเครือ ยูเดอร์พยายามค้นหาในความทรงจำแต่ก็พบว่าไม่รู้จักเธอ เธอคงเป็นหนึ่งในผู้ที่ปลุกพลังได้เพียงเล็กน้อยจนไม่สามารถใช้งานจริงได้ หรืออาจจะเป็นแค่คนที่เข้าใจผิดไปเองว่าตนมีพลัง
ในการรับสมัครครั้งแรกนั้นมีคนประเภทนี้อยู่นับไม่ถ้วน ยูเดอร์เลือกที่จะนิ่งเฉยต่อคำถามนั้น แต่คาเคนกลับตอบกลับไปอย่างเป็นมิตร
“ใช่ครับ ถึงผมจะลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วก็เถอะ”
“อ้าว จริงเหรอคะ? งั้นคุณมาเป็นเพื่อนคนข้างๆ เหรอ?”
“ถูกต้องครับ”
หญิงสาวปรายตามามองยูเดอร์ครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปหาคาเคนตามเดิม
“พอจะทราบไหมคะว่าตอนลงทะเบียนเขาจะถามอะไรบ้าง ข้ากังวลจนกินอะไรไม่ลงเลยตั้งแต่เช้าแล้ว”
“ไม่มีอะไรน่ากังวลหรอกครับ” คาเคนปลอบ “ก็แค่บอกชื่อ อายุ บ้านเกิด เพศรองถ้ามี และที่สำคัญที่สุดคืออธิบายลักษณะพลังของตัวเอง แค่นั้นก็เรียบร้อย”
คำว่า ‘เพศรอง’ ... คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังศิลาสีชาดตกลงมา มันคือเพศสภาพที่สองซึ่งเกิดขึ้นอย่างฉับพลันโดยไม่สนเพศหลัก ในตอนแรกผู้คนต่างหวาดกลัวและคิดว่ามันคือคำสาป
ทว่าเมื่อมีการพิสูจน์ได้ว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกับ ‘ผู้ปลุกพลัง’ เท่านั้น มุมมองของสังคมก็เริ่มเปลี่ยนไป จักรพรรดิและสมเด็จพระสันตะปาปาประกาศอย่างเป็นทางการว่ามันคือ ‘เพศที่สองที่พระเจ้าประทานให้’ เพื่อลดความตระหนกของประชาชน
ผู้ที่มีเพศรองเป็น อัลฟ่า จะสามารถทำให้ โอเมก้า ตั้งครรภ์ได้ไม่ว่าเพศหลักจะเป็นชายหรือหญิง แม้พวกเขาจะใช้ชีวิตร่วมกับคนทั่วไปได้ แต่ผู้ที่มีเพศรองมักจะมีแรงดึงดูดทางเพศต่อกันอย่างรุนแรง
แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความแตกต่างนี้ก็นำไปสู่การเลือกปฏิบัติครั้งใหม่ โดยทั่วไป อัลฟ่ามักจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งและพลังอำนาจสูงส่งจนเป็นที่นับถือของสังคม ในขณะที่โอเมก้ามักจะถูกมองว่ามีพลังที่อ่อนแอ และมีจุดอ่อนร้ายแรงคืออาการ ‘ฮีท’
ในช่วงรอบฮีท โอเมก้าจะปล่อยกลิ่นฟีโรโมนที่รุนแรงจนควบคุมไม่ได้ ทำให้ถูกตราหน้าว่าไร้ยางอายและดูหมิ่นว่าเป็นเหมือนสัตว์ป่า โอเมก้าจำนวนมากถูกลักพาตัวไปเป็นของเล่นทางเพศให้พวกขุนนางที่กระหายของแปลก
ในวันที่ยูเดอร์เสียชีวิต กองทหารม้าแทบไม่มีที่ว่างให้กับโอเมก้า เพราะพวกเขาถูกมองว่าเป็นภาระและไร้สมรรถภาพในการรบ
.jpg)