[นิยายวาย-แปลไทย] Turning บทที่ 13

 


 

 

บทที่ 13

สนามฝึกอัศวินหมายเลข 1 ตั้งตระหง่านอย่างภาคภูมิอยู่ใจกลางพื้นที่อันกว้างขวางเบื้องหน้า ‘อาคารเกียรติยศแห่งออร์’  ซึ่งเป็นศูนย์กลางการบริหารและจิตวิญญาณของกองกำลังที่ปกป้องเมืองหลวง สถานที่แห่งนี้คือหัวใจสำคัญของอำนาจทางการทหารที่ไม่มีใครกล้าล่วงละเมิด

ทว่าบัดนี้ จิตใจของเหล่าอัศวินหลวงกลับรุ่มร้อนด้วยความอัปยศ เมื่อเห็น ‘กลุ่มแมลง’ ที่พวกเขาเคยดูแคลนก้าวเท้าเข้ามายังพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

“ดูนั่นสิ... พวกมันโผล่หัวมาอีกสองสามตัวแล้ว”

เสียงเยาะเย้ยถากถางพุ่งตรงมายังคาเคนและยูเดอร์ทันทีที่พวกเขาก้าวเข้าสู่สนามฝึก กลุ่มอัศวินไม่คิดจะซ่อนเร้นความโกรธแค้นและคำดูหมิ่นที่มีต่อสมาชิกทหารม้า

“ดูท่อนแขนที่ไม่มีกล้ามเนื้อนั่นสิ มือก็เนียนนุ่มไม่มีหนังด้านสักนิด จะไปทำอะไรได้... พวกมันอ่านออกเขียนได้บ้างหรือเปล่าก็ไม่รู้”

“ข้าไม่อยากเชื่อเลยว่าประวัติศาสตร์พันปีของอัศวินจะถูกแปดเปื้อนด้วยเหตุการณ์น่าละอายเช่นนี้ ฝ่าบาทและท่านหัวหน้ากำลังคิดอะไรอยู่กันแน่”

ยูเดอร์เพียงปรายตามองแล้วเดินผ่านไปอย่างไม่ใส่ใจ ผิดกับคาเคนที่ใบหน้าเริ่มแดงซ่านด้วยความโกรธ แต่ยังคงข่มใจไม่แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบ

“ยินดีต้อนรับนะ คาเคน” หญิงสาวผมยาวที่มัดรวบไว้อย่างกระฉับกระเฉงก้าวออกมาทักทาย สีหน้าของนางและสมาชิกคนอื่นๆ ที่มาก่อนหน้าดูไม่สู้ดีนักเพราะถูกระดมด่าทอมาตั้งแต่รุ่งสาง

‘เมื่อได้รับนามสกุลแล้ว นางจะกลายเป็น เอเวอร์ แบ็ค’ ยูเดอร์นึกในใจ

เขาจำเอเวอร์ได้ดี นางคือหนึ่งในผู้ปลุกพลังยุคแรกที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เรื่องราวของเด็กสาวชาวบ้านธรรมดาที่สังหารฝูงสัตว์ประหลาดด้วยมือเปล่ากลายเป็นตำนานที่เล่าขานไปทั่วจักรวรรดิ ความสามารถในการเสริมแกร่งกล้ามเนื้อและผิวหนังทำให้นางทรงพลังมหาศาล และในอดีตชาตินางก็คือหนึ่งในรองผู้บัญชาการสายพละกำลังที่ยูเดอร์ไว้วางใจที่สุด

“วุ่นวายตั้งแต่วันแรกที่แบ่งกลุ่มเลยนะ เราเลี่ยงไม่ได้จริงๆ” เอเวอร์กล่าวด้วยเสียงเรียบเย็น

“พวกนั้นเป็นแบบนี้มานานแล้วหรือ?”

“ใช่... ทำเหมือนไม่มีงานมีการทำ คอยยืนด่าเราตั้งแต่เช้า ข้านึกว่าขุนนางผู้สูงศักดิ์จะยุ่งกว่านี้เสียอีก” คำพูดของนางทำให้สมาชิกคนอื่นๆ ลอบยิ้มออกมาอย่างสะใจเล็กๆ

“ข้านึกว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้เราเข้าสนามฝึกเสียแล้ว” เด็กชายวัย 12 ปีที่ยืนข้างเอเวอร์บ่นพึมพำพลางโบกมือทักทาย เขาคือ จิมมี่ อ็อกเกอร์ เด็กชายผู้สร้างปาฏิหาริย์ด้วยการใช้กิ่งไม้ฟาดก้อนหินจนแตกกระจาย พรสวรรค์ในการผสานมานาเข้ากับอาวุธของเขาเทียบเท่ากับปรมาจารย์ดาบในตำนาน

“ความแข็งแกร่งที่แท้จริงจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง” คาเคนตบไหล่ให้กำลังใจจิมมี่

สมาชิกสายพละกำลังส่วนใหญ่เป็นสามัญชนที่เพิ่งเคยเผชิญหน้ากับความเย่อหยิ่งของชนชั้นสูงอย่างใกล้ชิด ความมั่นใจของพวกเขาจึงยังสั่นคลอน ยูเดอร์มองภาพนั้นด้วยความเข้าใจ ‘อีกไม่กี่ปี ปัญหานี้จะหมดไป... แต่ตอนนี้หน้าที่สร้างความเชื่อมั่นต้องเป็นของคีเซียร์ ลา ออร์’ 

ทันใดนั้นเอง...

“เสียงจ้อกแจ้กนั่นมันอะไรกัน ที่แท้ก็พวกมือใหม่ที่ทำตัวเป็นภาระนี่เอง”

อัศวินหนุ่มผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นพร้อมผู้ติดตาม บนชุดอัศวินสีน้ำเงินเข้มขลิบทองของเขามีสัญลักษณ์ดอกลิลลี่สามดอกสลักอยู่เหนือรูปอินทรีทองคำ ซึ่งบ่งบอกถึงตำแหน่งและชาติตระกูลที่สูงส่ง

“ดอกลิลลี่นั่นหมายถึงอะไรหรือครับ?” จิมมี่กระซิบถาม

“อินทรีทองคำคืออัศวินแห่งจักรวรรดิ ส่วนดอกลิลลี่คือเครื่องหมายแห่งขุนนาง” คาเคนตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด “ห้าดอกคือผู้บัญชาการ สี่ดอกคือรองผู้บัญชาการ... ส่วนสามดอกคือระดับนายกองชั้นสูง คนส่วนใหญ่รับใช้ราชการจนเกษียณยังไม่ได้แม้แต่ดอกเดียวเลยด้วยซ้ำ”

อัศวินผู้นั้นเดินตรงเข้ามาหาทหารม้าด้วยท่าทางข่มขวัญ ชุดเกราะและดาบของเขาดูแวววาวหรูหราผิดกับสมาชิกทหารม้าที่มีเพียงเครื่องแบบสีดำเรียบๆ และไร้อาวุธประจำตัว

“ใครอนุญาตให้พวกเจ้าเข้ามาที่นี่?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยการเหยียดหยาม

“พวกเรารวมตัวกันที่นี่ตามคำสั่งของผู้บัญชาการครับ” สมาชิกคนหนึ่งตอบอ้อมแอ้ม

“ผู้บัญชาการ? เจ้าหมายถึงดยุกเปเลต้างั้นหรือ?” อัศวินผู้นั้นหัวเราะเยาะ “ข้าเห็นท่านมาตั้งแต่เด็ก ท่านเป็นคนใจดีและมีเมตตามาก แต่ข้าไม่เคยคิดเลยว่าท่านจะลดตัวลงมาเกลือกกลั้วกับคนอย่างพวกเจ้า อัศวินในปกครองของท่านที่เปเลต้าคงจะกำลังหลั่งน้ำตาด้วยความอับอายอยู่แน่ๆ”

ความโกรธพุ่งพล่านไปทั่วกลุ่มทหารม้า หลายคนกำหมัดแน่น อัศวินผู้ติดตามเริ่มวางมือบนด้ามดาบพร้อมจะชักออกมาทุกเมื่อ ท่ามกลางบรรยากาศที่ตึงเครียดจนแทบระเบิด ยูเดอร์กลับถามขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่สุด

“ขอโทษนะ... ไม่ทราบว่าท่านเป็นใครหรือ?”

ยูเดอร์ไม่ได้กวนประสาท แต่เขาจำชายคนนี้ไม่ได้จริงๆ แม้ในอดีตเขาจะเคยเป็นถึงผู้บัญชาการและพบปะขุนนางมามากมาย การที่เขานึกไม่ออกแสดงว่าชายผู้นี้อาจจะตาย หรือลาออกไปก่อนที่เขาจะขึ้นสู่อำนาจ หรือไม่ก็เป็นเพียงขุนนางปลายแถวที่ไม่มีความสำคัญใดๆ ในอนาคต

“ข้าเป็นใครน่ะหรือ?” อัศวินผู้นั้นหัวเราะอย่างเหลือเชื่อ เขาสะบัดผมสีน้ำตาลทองที่หวีเรียบแปลกๆ ไปด้านหลัง พลางจ้องมองยูเดอร์ด้วยสายตาที่มอง ‘สิ่งของ’ มากกว่า ‘มนุษย์’ 

“คีโอเลย์ ดา เดียร์ก้า... เจ้าเคยได้ยินนามของดยุกเดียร์ก้าบ้างไหม เจ้าพวกสามัญชนต่ำต้อย”

 

 

สารบัญ