[นิยายวาย-แปลไทย] Turning บทที่ 11

 


 

 

บทที่ 11 ปริศนาที่ต้องหาคำตอบ

“ในตอนนั้น ข้าคิดว่าพรสวรรค์ของเจ้าเหมาะกับทั้งสายพละกำลังและสายเวทเป็นพิเศษ แต่ถ้าต้องเลือก ข้าว่าเจ้าดูจะเหมาะกับสายเวทมากกว่า... หรือว่าข้าจะมองคนผิดไป?”

‘ข้ามองคนผิดไปหรือเปล่า?’ 

ในอดีตชาติ คีเซียร์ก็เคยพูดประโยคที่คล้ายกันนี้กับยูเดอร์ ชายผู้ซึ่งรุดมาแจ้งความจำนงขอเข้าสายเวทเร็วกว่าใครเพื่อน ในตอนนั้นคีเซียร์กล่าวชมว่า “พลังของเจ้าเอนเอียงไปทางสายเวทอย่างเด่นชัด การที่เจ้ารู้จักพรสวรรค์ของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ถือเป็นเรื่องดี”

มันช่างน่าฉงนที่ได้ยินคำพูดที่แตกต่างกันจากปากคนเดิม ในสถานที่เดิม เพียงเพราะยูเดอร์เลือกที่จะเปลี่ยนการตัดสินใจ อนาคตที่เขาเคยรู้จักกำลังเริ่มบิดเบี้ยวและเปลี่ยนทิศทางไปทีละน้อย

“ความจริงแล้ว ข้ามาที่นี่เพื่อแจ้งว่า... ข้าตัดสินใจเลือกสายพละกำลังครับ”

คำประกาศของยูเดอร์ทำให้คีเซียร์เอียงคอเล็กน้อย ราวกับกำลังใช้สายตาคมกริบคู่นั้นวัดระดับความจริงจังของคนตรงหน้า “เจ้าเอาจริงหรือ?”

“ครับ”

“มีเหตุผลอะไรที่เลือกสายพละกำลังแทนสายเวทไหม?”

“ระหว่างการฝึก ข้าพบว่าตนเองปรารถนาที่จะไปทางสายพละกำลังมากกว่าครับ”

“หืม... ทั้งที่พรสวรรค์ของเจ้าจะเบ่งบานได้รวดเร็วและยิ่งใหญ่กว่านี้ หากเจ้าก้าวไปในเส้นทางของสายเวทน่ะหรือ?”

คำถามนั้นราวกับคีเซียร์มองเห็นอนาคตที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทว่ายูเดอร์ไม่ได้ตื่นตระหนก เขาเตรียมคำตอบที่เยือกเย็นไว้ล่วงหน้าแล้ว “เป็นไปได้ไหมครับ... ที่ผลลัพธ์อาจจะกลับกลายเป็นตรงกันข้าม?”

“นั่นก็จริงของเจ้า” แววตาของคีเซียร์ฉายแววขบขัน “ปกติเวลาข้าลองเชิงแบบนี้ คนส่วนใหญ่มักจะลังเลและหันกลับไปทบทวนความคิดตัวเองใหม่อีกสักรอบ แต่ดูเหมือนเจ้าจะตัดสินใจเด็ดขาดไม่เปลี่ยนใจง่ายๆ เอาเถอะ ในเมื่อเจ้าต้องการเช่นนั้น ข้าก็จะจัดการให้เจ้าเข้าสังกัดสายพละกำลัง”

การตอบรับที่ง่ายดายและตรงไปตรงมาเกินคาดทำให้ยูเดอร์รู้สึกโหวงในใจเล็กน้อย เขาจำได้แม่นว่าในอดีต คีเซียร์แต่งตั้งให้เขาเป็นรองผู้บัญชาการคุมสายเวททันทีโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เขาจึงคิดว่าการขอเปลี่ยนสายในครั้งนี้จะต้องถูกซักไซ้หรือตั้งข้อสงสัยมากกว่านี้ แต่ทัศนคติของคีเซียร์ในตอนนี้กลับดูผ่อนคลายอย่างประหลาด

“ปกติเจ้าต้องลงนามในเอกสารด้วยตัวเอง แต่รอให้เรื่องอื่นๆ จัดการให้เรียบร้อยก่อนแล้วกัน”

คีเซียร์ไม่ได้ระบุว่า ‘เรื่องอื่นๆ’ คืออะไร แต่ยูเดอร์รู้ดีว่ามันคือเรื่องอะไร ‘ใกล้ถึงเวลาที่จะได้รับพระราชทานนามสกุลแล้วสินะ’ 

ในอดีต หลังจากเข้าร่วมกองทหารม้าไม่นาน เหล่าสามัญชนจะได้รับนามสกุลใหม่นับร้อยชื่อภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ส่วนใหญ่มักเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นอย่างลวกๆ ตามบ้านเกิดหรือคำในพระคัมภีร์ แต่มันก็ช่วยลดช่องว่างทางสถานะระหว่างขุนนางกับสามัญชนลงได้บ้าง เมื่อมองย้อนกลับไป มันน่าทึ่งมากที่องค์จักรพรรดิยอมทำเรื่องที่ขัดใจพวกขุนนางขนาดนี้ คีเซียร์จัดการเรื่องนี้อย่างไรกันแน่?

ยูเดอร์ไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับจักรพรรดิองค์ปัจจุบันมากนัก เพราะพระองค์สิ้นพระชนม์ไปก่อนที่เขาจะขึ้นเป็นผู้บัญชาการ สิ่งเดียวที่เขารู้คือจักรพรรดิองค์นี้เป็นพี่ชายต่างมารดาของคีเซียร์ และทรงประชวรหนักจนไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนมาหลายปี

“มีอะไรอยากจะพูดอีกไหม?” คีเซียร์ถามขึ้นเมื่อเห็นยูเดอร์นิ่งเงียบไป

ยูเดอร์จ้องสบตาอีกฝ่ายครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามคำถามที่ค้างคาใจออกมา “ฝ่าบาท... ทำไม...”

“เรียกข้าว่าท่านหัวหน้า”

เสียงทุ้มขัดจังหวะขึ้นทันควัน ดวงตาสีแดงคู่นั้นทอประกายเจ้าเล่ห์ “ตามกฎหมายของจักรวรรดิออร์ สถานะเดิมไม่สำคัญเท่าตำแหน่งหน้าที่ แม้จะมีคนแอบเพิกเฉยต่อกฎนี้บ้าง แต่ตราบใดที่ข้ายังอยู่ที่นี่ คำว่า ‘หัวหน้าหน่วย’ ก็เพียงพอแล้ว”

“...ครับ ท่านหัวหน้า ข้าขอถามได้ไหมครับว่าทำไมท่านถึงก่อตั้งกองทหารม้าแห่งนี้ขึ้นมา?”

“เจ้าหมายถึงอาคารนี้ หรือหมายถึงองค์กรทหารม้าล่ะ?” คีเซียร์แกล้งถามกลับ ทั้งที่เขารู้ซึ้งถึงความหมายในคำถามของยูเดอร์ดี นิสัยชอบยอกย้อนนี้ทำให้ยูเดอร์รู้สึกถึงเดจาวูอย่างประหลาด

“แน่นอนว่าอย่างหลังครับ”

“เจ้าเป็นคนแรกเลยนะที่กล้าถามข้าตรงๆ แบบนี้ แม้แต่ฝ่าบาทเองก็ยังไม่เคยถามถึงเหตุผลเลย” คีเซียร์ตอบด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่ได้ดูโกรธเคืองที่สามัญชนมาทำตัวอวดดีใส่

“เหตุผลน่ะหรือ? ง่ายมาก... พลังต้องไหลไปในทิศทางที่ถูกต้อง หากเจ้าพยายามอุดกลั้นหรือทำลายมันทิ้ง เจ้าจะต้องจ่ายราคาแพงมหาศาลเพื่อชดเชยสมดุลที่เสียไป ในฐานะที่ข้าเป็นผู้ปลุกพลังเพียงคนเดียวในหมู่เชื้อพระวงศ์ ข้าจึงคิดว่าตนเองเหมาะสมที่สุดที่จะสร้างเส้นทางให้พลังเหล่านี้ไหลผ่าน ก่อนที่มันจะย้อนกลับมาทำร้ายจักรวรรดิ... ก็แค่นั้นเอง”

เป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบจนไร้ที่ติ ยูเดอร์ลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนจะลองโยนคำถามสุดท้ายออกไป

“แล้วท่านตั้งใจจะเป็นผู้นำเพียงคนเดียวของกองทหารม้าไปตลอดเลยหรือเปล่าครับ?”

“ถามแปลกแฮะ... หรือว่าเจ้าอยากจะได้ตำแหน่งนี้ไปครองล่ะ?”

“จะเป็นไปได้ยังไงกันครับ” ยูเดอร์ตอบห้วนๆ จนเกือบจะดูไร้มารยาท

คีเซียร์ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างสนุกสนาน “เอาเถอะ สำหรับตอนนี้มันก็เป็นอย่างนั้น แต่เมื่อแบ่งแผนกเสร็จ ข้าตั้งใจจะเลือก ‘รองผู้บัญชาการ’ มาช่วยงาน ด้วยความสามารถของเจ้า เจ้าอาจจะมีสิทธิ์ลุ้นตำแหน่งนี้ก็ได้นะ”

“ข้าไม่มีคุณสมบัติหรอกครับ” ยูเดอร์ปฏิเสธทันควัน “ข้าเข้าสังคมไม่เก่ง และไม่ได้สนิทสนมกับใครเป็นพิเศษ”

“โอ้... นี่เจ้าถึงกับวิเคราะห์จุดด้อยของตัวเองเลยหรือ ดูเหมือนเจ้าจะมีมุมที่อ่อนโยนกว่าที่ข้าคิดนะ” คีเซียร์ส่ายหัว “การเข้าสังคมเป็นคุณสมบัติที่ดีก็จริง แต่ถ้าข้าต้องการคนแบบนั้น ข้าไปเลือกคนธรรมดามาใช้งานก็ได้ อย่าลืมสิว่าพลังที่พวกเจ้ามีไม่ได้ติดตัวมาแต่เกิด ตอนนี้พวกเจ้าอาจจะยังเจียมตัวเพราะความเคยชินจากชนชั้นเดิม แต่เชื่อข้าเถอะ อีกไม่กี่ปีต่อจากนี้... โลกใบนี้จะพลิกกลับตาลปัตร”

“...”

ยูเดอร์พูดไม่ออก เพราะคำทำนายอนาคตของคีเซียร์นั้นแม่นยำจนน่าขนลุก ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ความสำคัญของอัศวินหลวงหรือนักเวทจากหอคอยจะถูกลดทอนลง และมีเพียงผู้ปลุกพลังเท่านั้นที่จะรับมือกับหายนะได้ อำนาจจะถูกโอนย้ายมาอยู่ในมือของกองทหารม้าอย่างรวดเร็ว

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปพักผ่อนเถอะ”

“ครับ”

“ห้องนี้เปิดต้อนรับเสมอ หากเจ้ามีคำถามอะไรก็เข้ามาได้ตลอดเวลา ถ้าข้าไม่อยู่ก็ฝากข้อความไว้กับ ‘ผู้ช่วย’ ของข้าก็ได้”

ผู้ช่วยงั้นหรือ? ยูเดอร์นึกถึง นาธาน ซัคเกอร์แมน ผู้ช่วยมือขวาที่อยู่กับคีเซียร์มาตั้งแต่สมัยยังเป็นเจ้าชาย ชายผู้ซึ่งคีเซียร์แนะนำแบบติดตลกว่า “เขาก็แค่พอมีฝีมือดาบอยู่บ้าง” ทั้งที่ความจริงแล้ว นาธานคือสุดยอดนักดาบที่เก่งกาจขนาดที่ยูเดอร์ในชาติก่อนยังเคยปะทะด้วยอย่างดุเดือด คีเซียร์นี่ช่างเจ้าเล่ห์เหมือนงูไม่มีผิด

หลังจากออกมาจากห้องรับรอง ยูเดอร์ก็ลอบถอนหายใจยาว พลังกดดันจากดาบศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่มาถึงแผ่นหลังเริ่มจางหายไป

เขายืนยันได้เรื่องหนึ่ง... คีเซียร์ไม่ได้สร้างทหารม้าขึ้นมาเพื่อให้คนอื่นดูแลตั้งแต่ต้น เขามีความเข้าใจในอิทธิพลของผู้ปลุกพลังอย่างลึกซึ้ง หากมีคนอย่างคีเซียร์คอยค้ำจุนอยู่ในชาติก่อน ยูเดอร์คงไม่ล้มเหลวอย่างน่าอนาถขนาดนั้น

แล้วทำไม... ชายที่มองการณ์ไกลขนาดนี้ ถึงได้ตัดสินใจสละตำแหน่งแล้วหายกลับไปยังบ้านเกิดในเวลาเพียงสองปี? นั่นคือปริศนาที่ยูเดอร์ต้องหาคำตอบให้ได้

 

 

 

สารบัญ