[นิยายวาย-แปลไทย] Turning บทที่ 10

 


 

 

บทที่ 10 ดาบศักดิ์สิทธิ์และเจตจำนงที่มองไม่เห็น

คีเซียร์ ลา ออร์ เคยสอนสิ่งต่างๆ ให้ยูเดอร์มากมายเหลือเกิน ทั้งวิธียืนหยัดในฐานะผู้บัญชาการ วิธีรับมือกับพวกขุนนางเขี้ยวลากดินในราชสำนักที่จ้องจะรุมทึ้งไม่ต่างจากไฮยีน่า หรือแม้แต่วิธีใช้ชีวิตในฐานะผู้ปลุกพลังที่ต้องแบกรับภาระหนักอึ้ง มีหลายครั้งที่ยูเดอร์รู้สึกล้าจนอยากจะละทิ้งหน้าที่ แต่ความคิดเหล่านั้นก็มลายหายไปในวินาทีที่ความตายมาเยือน

คีเซียร์คือคนที่เลือกยูเดอร์ขึ้นมาเป็นผู้นำจากสมาชิกนับร้อย... ทว่าความคาดหวังที่แท้จริงภายใต้รอยยิ้มนั้นคืออะไรกันแน่?

เขาไม่รู้จริงๆ หรือว่ายูเดอร์จะกลายเป็นสิงโตที่หันมาปลิดชีพตนเองในภายหลัง? ชายที่มองทะลุทุกความเคลื่อนไหวของราชวงศ์และขุนนางอย่างเขา จะไม่เฉลียวใจเลยหรือว่าวันหนึ่งคำสั่งสังหารจะถูกส่งลงมา? ด้วยความสามารถระดับคีเซียร์ เขาสามารถหนีไปได้ทุกเมื่อ หรือแม้แต่จะฆ่ายูเดอร์ทิ้งเสียก่อนก็ยังทำได้ แต่เขากลับไม่ทำ...

ยูเดอร์เคยอยากถามหาความจริงจากปากคนคนนี้ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว เพราะคนตายพูดไม่ได้ ทว่าตอนนี้... เมื่อเขามีโอกาสเริ่มต้นใหม่ เขาอาจจะเข้าใจความตั้งใจของอีกฝ่ายได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระที่น่าเศร้าเช่นเดิม และก้าวแรกที่สำคัญที่สุดคือ การป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ฆาตกรรมนั้นเกิดขึ้นอีก

“เจ้ามาแล้วหรือ... ข้ากำลังนึกสงสัยอยู่เชียวว่าผู้สมัครที่ได้คะแนนสูงสุดจะมาแจ้งผลเมื่อไหร่ ในที่สุดเจ้าก็ตัดสินใจได้แล้วหรือ?”

คีเซียร์เอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเองพร้อมรอยยิ้มประดับใบหน้า น้ำเสียงของเขาดูผ่อนคลายเกินกว่าที่ขุนนางผู้สูงศักดิ์จะใช้พูดกับสามัญชน แต่ยูเดอร์ไม่ได้แปลกใจ เพราะเขารู้ดีว่าตัวตนที่แท้จริงของชายคนนี้เป็นอย่างไร

“ครับ... แต่ถ้าท่านกำลังจะออกไปข้างนอก ข้าค่อยมาใหม่วันหลังก็ได้”

“ไม่เป็นไร ข้าไม่ได้รีบร้อนอะไร แค่กะว่าจะออกไปเดินเล่นสักหน่อยแล้วค่อยกลับน่ะ” คีเซียร์ถอยหลังหลีกทางให้พลางผลิยิ้ม “เข้ามาสิ”

ยูเดอร์ก้าวเข้าไปในห้องรับรองด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก พื้นที่แห่งนี้ถูกตระเตรียมอย่างเร่งรีบแต่ก็ยังคงความหรูหราสมเกียรติราชวงศ์ เพดานทรงโดมสูงตระหง่านอยู่เหนือพรมชั้นเลิศจากเทือกเขาทางใต้ เตาผิงส่วนกลางที่ใช้พลังงานจากหินเวทมนตร์ดูงดงามราวกับงานประติมากรรมมากกว่าจะเป็นเพียงเครื่องทำความร้อน

ผนังรอบด้านเต็มไปด้วยชั้นหนังสือและภาพวาดตำนานโบราณของจักรวรรดิออร์ที่ส่องประกายห้าสี แม้จะไร้แสงสว่างจากภายนอก บรรยากาศภายในกลับดูศักดิ์สิทธิ์ประหนึ่งแท่นบูชาในมหาวิหาร ยูเดอร์กวาดสายตามองเพียงครั้งเดียวด้วยความคุ้นเคย ก่อนจะหยุดสายตาลงที่จุดหนึ่งเหนือเตาผิง

อัญมณีโปร่งใสที่แกะสลักอย่างวิจิตรทำหน้าที่เป็นแท่นวางดาบยักษ์เล่มหนึ่ง...

‘ดาบศักดิ์สิทธิ์ออร์’ 

เพียงแค่มองแวบเดียวก็รู้ได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่ศาสตราสำหรับคนธรรมดา แม้จะถูกเก็บไว้ในฝักที่ลงอาคมปิดกั้นพลังไว้หลายชั้น แต่ออร่าอันคมกริบที่แผ่ออกมานั้นกลับรุนแรงจนน่าขนลุก ดาบเล่มนี้คือตำนานที่ผู้ส่งสารของพระเจ้าประทานแก่จักรพรรดิองค์แรก และในรอบพันปีที่ผ่านมา มีคนไม่ถึงสิบคนที่ ‘ดาบเลือก’ ให้เป็นผู้ถือครอง

และคีเซียร์ ลา ออร์ คือคนเพียงคนเดียวในยุคสมัยนี้ที่ถูกเลือก

นับตั้งแต่วันที่คีเซียร์ตาย จนถึงวันที่ยูเดอร์ลาโลกในชาติก่อน ดาบเล่มนี้ก็ไม่เคยยอมรับนายใหม่คนไหนอีกเลย มันยังคงวางนิ่งอยู่ในคฤหาสน์ของดยุกเปเลต้า ราวกับจะรอคอยเจ้าของเพียงหนึ่งเดียวของมันตลอดไป

“ดาบเล่มนั้นมีเสน่ห์ดึงดูดใจเจ้าล่ะสิ?” คีเซียร์พูดขึ้นหลังจากเห็นยูเดอร์ยืนนิ่งจ้องมองดาบอยู่นาน “ปกติผู้คนมักจะสนใจของประดับหรูหราอย่างอื่นในห้องนี้ก่อนจะสังเกตเห็นมันเสียอีก”

สำหรับคนทั่วไป ดาบเล่มนี้อาจดูเหมือนดาบของชนชั้นสูงธรรมดาๆ ที่เน้นความสวยงามมากกว่าการใช้งานจริง แต่ไม่ใช่สำหรับยูเดอร์

‘แต่สำหรับข้า... ดาบเล่มนี้เป็นสิ่งที่กวนใจข้ามากที่สุดเสมอมา’ 

ยูเดอร์รู้ถึงอานุภาพและโศกนาฏกรรมที่ผูกพันกับมันในอนาคตดี แต่ในตอนนี้ เขาต้องสวมบทบาทเป็นสมาชิกใหม่ผู้เพิ่งเคยเห็นมันเป็นครั้งแรก การที่เขาสามารถสัมผัสถึงมานาที่ทะลุผ่านอาคมปิดกั้นของฝักดาบได้ ย่อมเรียกความสนใจจากคีเซียร์ได้เป็นอย่างดี

ยูเดอร์ละสายตาจากดาบแล้วหันมาเผชิญหน้ากับคีเซียร์ อีกฝ่ายยังคงจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้มที่อ่านยาก... เป็นความสนใจใคร่รู้ที่มากกว่าปกติ

“ข้าแค่มองมันเพราะรู้สึกถึงพลังงานที่ไม่ธรรมดาน่ะครับ”

“ไม่ธรรมดา? แบบไหนกันล่ะ?”

ตอนนี้คีเซียร์ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะว่าเขาคือผู้ถูกเลือกโดยดาบศักดิ์สิทธิ์ ยูเดอร์จึงต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องในขณะที่ต้องหยั่งเชิงอีกฝ่ายไปด้วย

“เพียงแค่มองดู... ข้าก็สัมผัสได้ถึงพลังที่แหลมคมราวกับมันกำลังจ่อมาที่คอของข้า แม้ฝักดาบจะพยายามปิดกั้นไว้ แต่มันก็ปิดบังความน่าเกรงขามไม่ได้ทั้งหมด”

นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก ยูเดอร์รู้สึกได้จริงๆ ว่าพลังงานนั้นพุ่งพล่านไปทั่วร่าง ‘แต่ทำไม... พลังของมันถึงดูรุนแรงกว่าที่ข้าจำได้ในอดีตกันนะ’  หรือการย้อนเวลากลับมาจะทำให้ประสาทสัมผัสต่อมานาของเขาเฉียบคมขึ้นเกินขีดจำกัดเดิม?

คีเซียร์เหลือบมองไปทางดาบวูบหนึ่ง ทันใดนั้นพลังกดดันที่คุกคามยูเดอร์ก็หายวับไปราวกับปาฏิหาริย์

“หืม... เจ้ารู้สึกได้ถึงพลังที่ลดลงงั้นหรือ?” คีเซียร์หัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นยูเดอร์ลดท่าทีระแวดระวังลง “ดูเหมือนเจ้าจะไม่ไม่ได้พูดโกหกจริงๆ”

“ข้าไม่เคยเห็นดาบที่มีไอสังหารรุนแรงขนาดนี้มาก่อนเลยครับ”

“จริงหรือ? เจ้าไม่เคยได้ยินตำนานที่ใกล้เคียงกับเรื่องนี้บ้างเลยหรือไง?”

ยูเดอร์แสร้งทำเป็นตึงเครียดชั่วครู่ ก่อนจะแกล้งทำเหมือนเพิ่งนึกออก “ทุกคนย่อมรู้เรื่องเล่าของจักรพรรดิผู้ก่อตั้งและดาบศักดิ์สิทธิ์ออร์... หรือว่าท่านกำลังจะบอกว่า ดาบเล่มนั้นคือ...”

“ใช่แล้ว ข้าคือผู้ถือครองลำดับที่สิบสองของมัน... เจ้านี่น่ะค่อนข้างจะเรื่องมากและเลือกปฏิบัติน่าดู” คีเซียร์ตอบอย่างไม่ยี่หระ “ข้าเห็นคนตื่นขึ้นพร้อมพลังมามากมาย แต่เจ้าเป็นคนแรกที่สัมผัสถึงพลังงานของมันได้เฉียบคมขนาดนี้ เป็นแบบนี้มาตั้งแต่แรก หรือเพิ่งจะเป็นตอนที่เจ้าปลุกพลังกันล่ะ?”

“เพิ่งจะเป็นหลังจากปลุกพลังครับ”

คีเซียร์พยักหน้าพลางลูบคางอย่างใช้ความคิด “ข้าจำได้ว่าเจ้าคือหมายเลข 423 ในวันสอบ... เจ้ามีความสามารถในการจำแนกสิ่งต่างๆ ได้แม่นยำอย่างหาได้ยาก พรสวรรค์ของเจ้ามันก้ำกึ่งมากระหว่างสายพละกำลังและสายเวท แต่ถ้าให้ข้าเลือก ข้าคิดว่าเจ้าเหมาะกับสายเวทมากกว่า... หรือว่าข้าจะมองคนผิดไป?”

 

 

 

สารบัญ